<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774</id><updated>2011-04-21T11:42:10.870-07:00</updated><title type='text'>mr.nu@maxma</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>15</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-7874592526851879008</id><published>2009-02-19T17:56:00.000-08:00</published><updated>2009-02-19T17:57:22.553-08:00</updated><title type='text'>ของขวัญสำหรับชีวิต</title><content type='html'>มีคนถามผมว่า วันเกิดปีนี้ อยากได้อะไรเป็นของขวัญ เขาถามผมหลายครั้ง แต่ผมก็ตอบได้เพียง ไม่รู้&lt;br /&gt;ชีวิตผมเกิดมาไม่ได้มีพร้อมไปทุกอย่าง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอยากได้อะไร &lt;br /&gt;ตอนเด็กเพื่อนมีรถมอเตอร์ไซต์ ผมก็ไม่สนใจ ไม่ได้อยากไปเที่ยวที่ไหน ไม่สนใจเครื่องแต่งกาย &lt;br /&gt;เพราะแต่งไม่เป็น ไม่อยากได้ของประดับอะไร เพราะรู้สึกว่ามีหรือไม่มี ก็ไม่เห็นต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะเป็นเพราะผมรู้ว่า ถึงอยากได้ ก็ไม่มีโอกาสได้ ก็เลยไม่สนใจมันเลยดีกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ ตอนนี้ผมก็คงต้องกลับมานั่งทบทวนแล้วละ ว่าผมต้องการอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่รู้จักทุกผมทุกคน ก็คงจะรู้ว่าผมเป็นคนคิดมาก คาดหวังสูง มีเงื่อนไขในชีวิตมากมาย&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่สามารถคบใครได้นานเลย เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก &lt;br /&gt;ผมก็จะรู้สึกว่าคนนั้นอาจจะไม่ใช่คนที่สามารถอยู่กับผมได้ตลอดไป&lt;br /&gt;บางคน ผมก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาเลย เพียงเพราะเขาไม่เข้าเงื่อนไขที่เราตั้งไว้&lt;br /&gt;และบางคนผมก็เดินจากเขามาเพียงเพราะเขาไม่เข้าเงื่อนไขของผม&lt;br /&gt;และที่สำคัญ ทำไมผมไม่เคยเสียใจ หรือเสียดายเลย&lt;br /&gt;ผมเป็นเหมือนคนที่ไม่มีหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นเหมือนเจ้าสาวที่กลัวฝน กลัวว่าอนาคตจะไม่เป็นเหมือนที่คาดไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วในช่วงเวลาหนึ่งเมื่อไม่นาน ชีวิตผมเปิดรับคนคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต&lt;br /&gt;เขาเข้ากับผมได้ดี ทั้งด้านทัศนคติ และการใช้ชีวิต&lt;br /&gt;เขาชอบผมในแบบที่ผมชอบตัวผมเอง&lt;br /&gt;เขามองเห็นความหล่อในแบบที่คนอื่นมองไม่เห็น&lt;br /&gt;และที่สำคัญ เขาเป็นคนที่เชื่อว่า ผมจะสร้างฝันของผมให้เป็นจริงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่เขาต่างจากคนอื่นก็คือ&lt;br /&gt;เขามีหลายอย่างที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขของผม แต่ผมก็ยังเปิดรับเขาเข้ามาในชีวิต&lt;br /&gt;ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ที่ทำให้ผมมองเห็นว่า เราอาจจะไปด้วยกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้วเรื่องราวเหมือนจะดำเนินไปในแนวทางเดิม คือผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่า&lt;br /&gt;เราจะไปด้วยกันได้จริงๆเหรอ ทำไมผมจึงไม่รู้สึกเสียใจเลยถ้าเขาจะเดินจากไป&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมกลัวคือกลัวทำเขาเสียใจ หรือว่าคนคนนี้จะไม่ใช่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่เกือบอาทิตย์ คิด คิด และคิด หาคำตอบให้ตัวเอง ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไป&lt;br /&gt;ผมถามตัวเองว่า เขามีข้อเสียอะไรหรือเปล่า คำตอบที่ได้คือไม่มี ทุกอย่างเป็นอะไรที่ลงตัว&lt;br /&gt;แล้วทำไมผมจึงรู้สึกแบบนั้นละ มีคำตอบมากมาย ออกมาแต่ก็ไม่รู้ว่ามันใช่จริงๆหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาที่ผมคิด เขาก็คิดเหมือนกัน เหตุการณ์เหมือนจะดำเนินมาถึงจุดที่ต้องกลับไปยังทางเดิมของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หลังจากได้คุยกันอย่างจริงจัง เขาทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น และผมก็รู้ว่ามีคนเข้าใจผมยืนอยู่ข้างๆ&lt;br /&gt;เขาบอกว่าผมเป็นคนที่กลัวการผิดหวัง จึงรีบถอนตัวเพราะว่ากลัวการเสียใจ&lt;br /&gt;เขาบอกผมว่า ให้ลองเดินด้วยกันไปจนสุดทางก่อน ถ้ามันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่&lt;br /&gt;เขาบอกให้ผมลองเปิดใจ&lt;br /&gt;เขาพร้อมจะเดินจากไป ถ้าผมไม่เลือกเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าใครก็คงรู้สึกดี ถ้ามีคนพยายามที่จะเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น&lt;br /&gt;และโดยเฉพาะกับผม ซึ่งจิตใจมันซับซ้อน และคิดว่าตัวเองเข้าใจตัวเองแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองที่เขามอบให้กับผม ช่วยให้ผมทิ้งภาระบางอย่างในจิตใจออกไป &lt;br /&gt;และเปิดมุมมองใหม่ที่จะมีความสุขกับชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของขวัญคือสิ่งพิเศษ ที่ผู้คนมอบให้กัน ในวาระต่างๆ โดยหวังว่าของขวัญจะทำให้ผู้รับรู้สึกดี&lt;br /&gt;ถ้าผลลัพธ์ของขวัญคือ การรู้สึกดี เขาคนนี้ก็เหมือนเป็นของขวัญของชีวิตผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวในอนาคต จะลงเอยอย่างไร ผมก็ไม่รู้&lt;br /&gt;แต่ที่รู้ ผมดีใจที่ได้ของขวัญชิ้นนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-7874592526851879008?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/7874592526851879008/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=7874592526851879008' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/7874592526851879008'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/7874592526851879008'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2009/02/blog-post_19.html' title='ของขวัญสำหรับชีวิต'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-2226675738102523961</id><published>2009-02-19T17:55:00.000-08:00</published><updated>2009-02-19T17:56:50.489-08:00</updated><title type='text'>อุปสรรค คือ ของขวัญ</title><content type='html'>ความหมายของคำว่า วิตกจริต คือ การวิตกกังวลกับสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น จนมากกว่าปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพิ่งจะสำนึกว่าตัวเองมีอาการนี้ เมื่อเราผ่านเหตุการณ์ที่ยากลำบากมาได้แล้ว&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้รับมอบหมายงานจากหัวหน้าให้รับผิดชอบงานๆหนึ่ง&lt;br /&gt;ซึ่งต้องได้รับการเทรนด้วยอาจารย์ที่มาจากต่างชาติ &lt;br /&gt;แน่นอนว่าเขาไม่ได้สอนผมด้วยภาษาไทย&lt;br /&gt;และที่แน่นอนยิ่งกว่าคือผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความวิตกจริตอันแรกของผมก็คือกลัวว่าจะเรียนกับเขาไม่รู้เรื่อง &lt;br /&gt;คิดมากจนอยากจะลาออก แต่สถาณการณ์ก็จวนตัว ลาออกไม่ทันก็เลยต้องไปเรียน&lt;br /&gt;แต่ก็ไปเรียนได้ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง อาจารย์ถามอะไรก็ตอบแค่ yes กับ no&lt;br /&gt;เป็นการเรียนที่อาจารย์สอนอย่างสบายๆ เพราะลูกศิษย์ไม่เคยถามเลย &lt;br /&gt;ไม่ใช่เพราะเก่ง แต่ไม่รู้จะสร้างประโยคอย่างไร&lt;br /&gt;สุดท้ายก็อบรมจบแบบงูๆปลาๆ&lt;br /&gt;แต่พอเจ้าของบริษัทถาม ก็ตอบแบบเอาตัวรอดว่า เข้าใจครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเทรนแล้วสองเดือน ความวิตกจริตอันที่สองของผมก็ตามมา&lt;br /&gt;ผมต้องไปทำงานจริง เป็นครั้งแรก สิ่งที่ต้องทำคือแก้ไข config ของระบบนิดหน่อย&lt;br /&gt;ไม่ยากอะไรเลย แต่สิ่งที่สร้างความเครียดให้กับผมคือ เป้าหมายรอง ซึ่งก็คือ&lt;br /&gt;การสร้างความน่าเชื่อให้กับลูกค้า ซึ่งก็คือ dtac ผมจะทำให้เขาเชื่อถือได้อย่างไรละ&lt;br /&gt;เมื่อผมยังไม่เชื่อตัวเองเลย ที่เทรนมาก็ลืมไปหมดแล้ว ก็ทิ้งช่วงซะสองเดือน&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ผมจึงเครียดมากมาย กลัวจะทำเจ้าของบริษัทเสียชื่อ กลัวโดนด่า&lt;br /&gt;กลัวไปต่างต่างนานา เครียดจนกินข้าวไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามธรรมชาติของผมแล้ว เมื่อกดดัน ผมก็จะวิ่งหนี วิ่งหาตำแหน่งที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข&lt;br /&gt;ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพื่อหนีจากความกดดันผมก็เลยพยายามหาความคิด เพื่อที่จะทำให้ตัวเองสบายใจ&lt;br /&gt;ก็ได้ความคิดต่างๆมามากมาย ได้ไอเดียในการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้มานาน แต่ไม่เคยเอามาใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างเช่น ความเครียดครั้งนี้ มันเกิดมาจากการที่เราเป็นคนที่คาดหวังสูง หวังความสมบูรณ์แบบของ&lt;br /&gt;ทุกสิ่งอย่าง สิ่งนี้มันมากดดันตัวเราเอง ต้องคอยระวังทุกอย่าง เพราะกลัวทุกอย่างจะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ&lt;br /&gt;เราคิดถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ทำจนมันติดเป็นนิสัย&lt;br /&gt;สิ่งที่เราทำก็คือ เลิกคาดหวัง เวลามีความวิตกกังวล ก็แค่บอกตัวเองให้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วอะไรที่นอกเหนือจากนั้น&lt;br /&gt;ก็บอกกับตัวเองว่าช่างมัน อย่างมากที่สุดก็แค่โดนไล่ออกจากบริษัท มันไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย&lt;br /&gt;ตามทฤษฎีของเราแล้ว เมื่อจิตใจสบายความคิดดีๆจะออกมาเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งแค่พูดคำว่า ช่างมัน ช่างมัน ช่างมัน ก็ทำให้เราสบายใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายแล้วเรื่องต่างๆมันก็ไม่ร้ายแรงเหมือนที่เราคิดไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และท้ายที่สุดจริงๆ อุปสรรคก็ทำให้เราได้ค้นพบสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตเรา&lt;br /&gt;เพราะเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า บางครั้ง อุปสรรคก็คือของขวัญที่ใครสักคนให้เรามา เพื่อนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-2226675738102523961?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/2226675738102523961/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=2226675738102523961' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/2226675738102523961'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/2226675738102523961'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='อุปสรรค คือ ของขวัญ'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-5682431600938378607</id><published>2008-11-23T23:48:00.000-08:00</published><updated>2008-11-24T00:08:20.046-08:00</updated><title type='text'>สิ่งที่อันตราย คือการคาดหวัง</title><content type='html'>เมื่อตอนเด็กๆ ผมเคยดูละครเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่เนื้อเรื่องประมาณการสู้ชีวิตของหนุ่มวัยรุ่นสองคน ที่อยากเป็นนักร้อง เนื้อเรื่องดำเนินไปจนถึงจุดที่ว่า พระเอกของเรื่องเป็นนักร้องอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เนื่องจากพระเอกของเราร้องเพลงได้ดี ก็เลยมีชื่อเสียง ทำให้ค่ายเทปสนใจส่งคนมาทดลองฟัง แล้วปัญหามันก็เกิดจากตรงนี้ เพราะเมื่อพระเอกของเรารู้ว่า มีคนของค่ายเทปมาฟัง ก็เลยเกิดความตั้งใจมากเกินไป จนร้องไม่ออกเลย กลายเป็นแย่ไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       เราอาจจะเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ในรูปแบบอื่น เราตั้งใจทำบางสิ่ง แต่ผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้าม วัยรุ่นบางคนอย่างสร้างความประทับใจกับสาวน้อยในเดทแรก แต่ก็ผมว่าตัวเองทำสิ่งต่างๆผิดไปหมดเลย สาเหตุของสิ่งนี่คือ การคาดหวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       เป้าหมาย คือสิ่งที่เราอยากได้ตามพื้นฐานของความเป็นได้&lt;br /&gt;       ความคาดหวัง คือสิ่งที่เราอยากได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เมื่อเราความคาดหวัง แต่ไม่มีความเชียวชาญในเรื่องที่จะทำ ทำให้เรากลัวไปทุกอย่าง กังวลไปทุกขั้นตอน สุดท้ายสิ่งต่างๆ ก็ออกมาแย่กว่าที่มันควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เราได้ความคิดนี้ มาจากการที่เราถาม เรื่อง ในบทความที่แล้วในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ว่าเราควรปรับปรุงตัวอย่างไรดี แล้วมีคนหนึ่งตอบกลับมาว่า เราคาดหวังมากเกินไป จึงทำให้เรากังวล และไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรเลย เขาบอกให้เราลดความกังวล เลิกคาดหวัง ปล่อยให้เรื่องต่างๆ เดินไปตามทางของมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผมเห็นด้วยกับความคิดนี้ และจะนำมันมาปรับปรุงตัวเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-5682431600938378607?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/5682431600938378607/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=5682431600938378607' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/5682431600938378607'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/5682431600938378607'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2008/11/blog-post_23.html' title='สิ่งที่อันตราย คือการคาดหวัง'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-2261723738580308978</id><published>2008-07-30T14:27:00.000-07:00</published><updated>2008-07-30T14:46:43.323-07:00</updated><title type='text'>ทำอย่าไรจึงจะประสบความสำเร็จ</title><content type='html'>ผมเคยบทความ บทความหนึ่งจากเว็บไซต์อะไรจำไม่ได้แล้ว เป็นเรื่องของพระในนิกายเซน ลูกศิษย์ถามอาจารย์ว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต อาจารย์ก็ตอบกลับมาว่า ทุกเช้า พวกเจ้าจงยืนหันหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้วยกมือขึ้นลงวันละร้อยครั้ง(อาจไม่ตรงตามนี้นะครับ เพราะผมอ่านมานานละ) แล้วพวกเจ้าจะประสบความสำเร็จเอง ลูกศิษย์ทุกคน พากันทำตาม แต่พอผ่านไปหลายวัน หลายเดือน จำนวนคนที่ทำก็ค่อยๆลดลง จนเมื่อผ่านไปหนึ่งปี ก็เหลือคนที่ทำอยู่แค่คนเดียว และสุดท้ายคนนี้ ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสคนต่อไป และมีสรุปตอนท้ายว่า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เคล็ดลับของความสำเร็จคือการที่ทำอะไรง่ายๆ ในชีวิตนี่ละ แต่ให้ทำอย่างม่ำเสมอทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ผมเห็นด้วยกับข้อสรุปนะ ในเรื่องที่ว่าถ้าเราทำอะไรอย่างสม่ำเสมอแล้วเราจะประสบความสำเร็จ(ถ้าทำชั่วอย่างสม่ำเสมอก็น่าจะประสบความสำเร็จเหมือนกัน คือการเป็นผู้นำความชั่ว) แต่ผมสงสัยในเรื่องการเลือกเจ้าอาวาส สงสัยว่าวัดไหนช่างกล้าเอาคนที่ไม่มีหัวคิดเลย ไปเป็นเจ้าอาวาส คนที่ยอมทำตามคนอื่นโดยที่ไม่ไตร่ตรองเลย อาศัยเพียงความศรัทธาอย่างเดียว(ศรัทธาในตัวอาจารย์) หรือว่าการทำอย่างนี้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องในวงการศาสนา อันนี้ผมก็คงตอบไม่ได้ ผมมองกรณี เหมือนกับแมวที่พยายามจะเข้าบ้าน แต่ประตูบ้านปิดอยู่ แล้วมันก็นั่งตะกายประตูอยู่เป็นชั่วโมง เพื่อที่จะเข้าไปในบ้าน เราคงเห็นตรงกันว่า แมวตัวนี้มีความพยายาม แต่ความพยายามของแมวมันเอาไปใช้ไม่ถูกทาง เพราะฉะนั้นมันจึงไม่นำไปสู่ความสำเร็จเลย (อาจจะสำเร็จ ถ้าโชคดีเจ้าของบ้านผ่านมาพอดี แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการตะกายประตูของแมวเลย)ที่นี่ถ้าเราสมมุติต่อไปว่า บังเอิญว่าบ้านนี้ไม่มีคนอยู่ และแมวตัวนี้ก็มีความสม่ำเสมอ มาตะกายประตูบ้านทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปี เราก็อาจจะยกแมวตัวนี้ให้เป็นเจ้าอาวาสได้ ใช่หรือเปล่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-2261723738580308978?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/2261723738580308978/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=2261723738580308978' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/2261723738580308978'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/2261723738580308978'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2008/07/blog-post_30.html' title='ทำอย่าไรจึงจะประสบความสำเร็จ'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-4334576597768860788</id><published>2008-07-30T13:55:00.000-07:00</published><updated>2008-07-30T14:27:30.945-07:00</updated><title type='text'>โรคนอนไม่หลับ</title><content type='html'>ขณะนี้เวลา 3.55 เป็นเวลาที่เพื่อนทุกคนหลับกันหมดแล้ว และผมก็อยากจะทำเช่นนั้นด้วย แต่ผมไม่สามารถหลับได้ เพราะมีความคิดวนเวียนอยู่ในหัวมากมาย รวมทั้งความเครียดด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สาเหตุหนึ่งของอาการนอนไม่หลับ คือการที่ผมนอนดึก จนถึงขั้นเช้าเป็นประจำ พอนอนเร็วจึงไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ ก็เลยต้องมาเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆของชีวิตในช่วงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สาเหตุของความเครียดช่วงนี้เกิดมาจากการที่ผมรับทำงานที่ตัวเองไม่มีความชำนาญมาก่อน รวมทั้งเผื่อเวลาให้กับตัวเองน้อยเกินไป มันจึงเป็นการกดดันตัวเอง บทเรียนที่ได้จากเรื่องนี้คือ&lt;br /&gt;   1. ไม่ควรรับงานที่เกินความสามารถของตัวเองมากจนเกินไป หรือเมื่อจำเป็นต้องรับมาก็ควรเผื่อเวลาให้กับตัวเองให้มากพอ&lt;br /&gt;   2. ไม่ควรรับงานเยอะเกินไป ควรจะคำนวณกำลังของตัวเองให้ดี เผื่อเวลาสำหรับพักผ่อนเอาไว้ด้วย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเสียชีวิตในหน้าที่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ที่ผมเร่งรับงานทุกอย่างที่ขวางหน้าตอนนี้ คงเป็นเพราะผมอยากเก็บเงินเยอะๆ เพื่อเอาไปลงทุนต่อ แต่มันก็ผิดจากเป้าหมายเดิมที่ผมตั้งไว้ตอนแรก คืออยากออกมาทำงานวิจัยบางอย่าง แล้วนำเอาผลวิจัยนั้นมาสร้างธุรกิจ และธุรกิจตรงนั้นจะทำให้เราเป็นอิสระทางการเงินได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   สิ่งที่เราจะวิจัยคือการหาแนวทาง กระบวนการในการสร้างโปรแกรม ที่รวดเร็ว ตรงตามความต้องการของลูกค้า รวมทั้งสวยงาม น่าใช้ด้วย ที่ผมพูดว่าเร็ว ผมหมายถึงชั่วโมง สองชั่วโมง หรืออยากมากก็ไม่เกิน 2 วัน มันค่อนข้างจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน จนถึงขั้นเพ้อเจ้อเลยทีเดียว แต่นั่นคือเป้าหมายของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่คือการสร้างกระบวนการ หรือโปรแกรมอะไรสักตัวที่มันสามารถ gen code ให้เราได้โดยอัตโนมัติโดยที่เราระบุความต้องการของเราลงไป ในฐานะที่เราเป็นโปรแกรมเมอร์มาสามปี เรามองออกว่าโปรแกรมส่วนใหญ่ถึงแม้จะต่างกัน แต่โครงสร้างภายในของมันเหมือนกันหรือคล้ายกันมากกว่า 60% เลย เราก็อาจจะสร้างหรืออะไรสักอย่างเพื่อเก็บเอาส่วนที่เหมือนกันนี้มาเก็บไว้ เมื่อต้องการสร้างโปรแกรมใหม่ ก็เอาส่วนที่เหมือนกันนี้มาประกอบ และก็เขียนเพิ่มเติมในส่วนที่เฉพาะเจาะจง สิ่งนี้เป้นเพียงภาพกว้างๆที่เราคิด มีคนศึกษาเรื่องนี้มากมายในโลกนี้ มีแนวคิดในการทำอยู่มากมาย สิ่งที่เราต้องทำคือ การศึกษาและออกแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ตอนนี้มีความคิดมากมายวิ่งเล่นอยู่ในหัวเรา แต่มันก็เป็นภาพที่ไม่ชัดเจนพอที่จะเขียนมันออกมา มันคงต้องอาศัยเวลาเผื่อรอให้ความคิดต่างๆ ตกผลึก สิ่งที่พอจะเขียนได้ตอนนี้ก็คือความกลัวของเราเอง ที่ตัดสินใจเลือกทางนี้ มองไปในอนาคตไม่มีอะไรที่มั่นคงเลย บางครั้งก็อยากเลิกคิด และทำงานกินเงินเดือนตามปกติ ก้าวหน้าในหน้าที่การงานตามลำดับ แค่นั้นเราก็อยู่ได้อย่างสบายแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่ฝันเรา การมีชีวิตอยู่อย่างสบายแต่ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เราจะอยู่เพื่ออะไรละ มองไปในอนาคตเราคงตอนนั้นเราคงเสียใจ ถ้าตอนนี้เราไม่ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ เมื่อวานนี้เราเลยบอกกับตัวเองว่า จะไม่เลือกไปอีกทางหนึ่งแล้ว เราจะมุ่งไปทางนี้ ถ้ามันจะผิดพลาด หรือล้มเหลวเราก็คงต้องยอมรับมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ชั่วโมงนี้ก็ได้แต่ฟังเพลงปลุกใจ เพื่อให้ลืมความกลัว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;   ความเชื่อ ของ bodyslam เราเองก็เป็นเหมือนเพลงนี้ ทำมันไปอย่างเต็มที่ ถึงแม้จะล้มเหลว แต่อย่างน้อยเราก็ได้ลองแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   คนล่าฝัน ของ คาราบาว เนื้อหาของเพลงนี้คือเหตุผลในการเดินทางของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ชีวิตลิขิตเอง ของเบิร์ด ธงชัย แมคอินไตย มันอาจจะมีโชคชะตาบางอย่างพาเราไปถึงจุดหมาย แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมาหาเราเมื่อไร ทางที่ดีกว่าคือเราก้าวไปหามันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  นอกจากบทเพลง แล้วก็มีคำพูดของคนอีกมากมายที่เป็นเตือนสติให้เราลงมือทำในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ไม่มีใครชื่นชมคุณ ในสิ่งที่คุณตั้งใจจะทำหรอกนะ (หมายความว่า คนจะชื่นชมในผลงานที่เสร็จแล้วเท่านั้น)เฮนรี่ ฟอร์ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   การคิดเป็นเรื่องที่ยาก จึงมีน้อยคนที่ทำ เฮนรี่ ฟอร์ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ทำไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เราไม่ได้เป็นในสิ่งที่เราเป็น แต่เราเป็นในสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ต่อจากนี้ก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ในวันนี่เราตัดสินใจถูกหรือไม่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-4334576597768860788?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/4334576597768860788/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=4334576597768860788' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/4334576597768860788'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/4334576597768860788'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='โรคนอนไม่หลับ'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-5981556763687456973</id><published>2007-07-11T20:37:00.000-07:00</published><updated>2007-07-11T20:37:21.617-07:00</updated><title type='text'>สิ่งที่สำคัญกว่าเงินเดือน</title><content type='html'>เนื่องจากเมื่อวานนี้มีโปรเจคใหม่เข้ามาที่บริษัท จึงมีการเรียกประชุมทีมที่จะทำงานนี้ ซึ่งรวมถึงผมด้วย &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;      หลังจากที่คุยกันในสาระแล้ว ก้มีการคุยกันเล่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ก็มีการถามกันว่า ปีที่แล้วเงินเดือนขึ้นกันเท่าไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มีพี่ที่เป็นซีเนียร์คนหนึ่ง บอกว่าบริษัทจะขึ้นเงินเดือนให้ร้อยยี่สิบ แต่พี่แกบอกว่า ไม่เอา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แล้วพี่เค้าก้อพูดต่อว่า เงินเดือนไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดหรอกนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พี่แกเล่าให้ฟังว่า พี่แกเคยทำงานด้วยเงินเดือน 13000 อยู่ 4 ปี โดยที่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ที่ทนทำอยู่ได้ เพราะพี่แกชอบสไตล์การทำงานของหัวหน้า ชอบบรรยากาศที่ทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ตอนนั้นพี่แกก็คิดว่าเงินเดือนสำคัญที่สุด แต่พอพี่เค้าย้ายบริษัทมาอยู่บริษัทใหม่ที่เงินเดือนสูงมากๆ แต่ทำได้ปีเดียวก็ลาออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พี่เค้าแนะนำว่า ว่าจะเลือกงานที่เราทำแล้วสบายใจดีกว่าเลือกงานที่เงินเดือนสูงๆ แล้วอยู่อย่างเคร่งเครียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราก็น้อมรับ เอามาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการหางานใหม่ของเราเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-5981556763687456973?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/5981556763687456973/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=5981556763687456973' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/5981556763687456973'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/5981556763687456973'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/07/blog-post_11.html' title='สิ่งที่สำคัญกว่าเงินเดือน'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-6079214854448033037</id><published>2007-07-11T20:28:00.000-07:00</published><updated>2007-07-11T20:28:58.322-07:00</updated><title type='text'>ความยุติธรรม</title><content type='html'>ได้ฟังข่าวเกี่ยวกับน้องหมูแฮม น้องเค้าถูกรถเมล์ปาดหน้า จึงบันดาลโทสะเอาก้อนหินไปตบหน้าคนขับรถเมล์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามด้วยขับรถพุ่งชนผู้โดยสารที่รอรถอยู่บนฟุตบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์จบลงด้วย ตาย 1 บาดเจ็บมากมาย และน้องหมูแฮมกายเป็น "หงิก" ไม่สามารถขยับร่างกายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวบานปลายเพราะคุณพ่อของน้องหมูแฮม ไปพูดในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องหมูแฮมโดนรังแก จากพวกชนชั้นล่าง ไร้การศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งมันก็ก่อให้เกิดกระแส ในหมู่ชนชั้นล่างที่เล่นเว็บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหล่าชนชั้นล่างกำเรียกร้องหาความยุติธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ฟังตอนแรก ผมไม่คิดอะไรมาก แต่รู้สึกว่ากระแสมันแรงมาก เมื่อตอนเข้าไปอ่านกระทู้ในพันทิพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระทู้น้องหมูแฮมมีเกือบ 20 กระทู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขึ้นกระทู้แนะนำ 5 กระทู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ละกระกระทู้คนตอบเป็นร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  "ยังไงมันก็รอด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะพ่อมันรวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่มันเป็นนางงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงมันเป็น พลตำรวจตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ความยุติธรรมเป็นแค่ภาพลวงตา เอาไว้หลอกคนให้อยู่กันอย่างสงบสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างอเมริกา ประเทศที่ถือว่ามีประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คดีที่คนเห็นกันทั้งโลกว่ามันผิด อย่างคดีโอเจซิมซัน มันก็ยังรอดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วจะเอาอะไรกับประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ลองมองในมุมกลับกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ถ้าคุณเป็นพ่อของน้องหมูแฮม คุณจะยอมปล่อยให้ลูกตัวเองติดคุกหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   และในทำนองเดียวกันถ้าสมมุติว่า พ่อน้องหมูแฮม ถูกคนอื่นเอารถมาชนบ้าง พ่อน้องหมูแฮมก็จะอ้างว่า เพื่อความยุติธรรม คนขับรถจะต้องติดคุก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   แล้วสมมุติว่า คนที่เรียกร้องหาความยุติธรรมกันอยู่ตอนนี้ บังเอิญเป็นคนขับรถชนเอง และบังเอิญว่าพ่อรวยด้วย คุณคิดว่าเค้าจะรักความยุติธรรมจนยอมติดคุกหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เคยมีหนังสือเล่มหนึ่งบอกไว้ว่า "อย่าพยายามแสวงหาความยุติธรรมเลย เพราะมันไม่มีอยู่จริง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สิ่งที่มีอยู่จริงคือ การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างลงตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  อ่านมาถึงตรงนี้ คงคิดว่าผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย แต่ความจริงแล้วมันเป็นการมองโลกในแง่ดีอีกมุมหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  เพราะถ้าผมมองโลกว่า มันสวยงาม อยู่เสมอ ผมก็จะต้องผิดหวัง และคอยหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  การมองโลกในแง่ดี ตามความหมายของผม คือ เข้าใจในสิ่งทีเป็นจริง แล้วมีความสุขกับสิ่งดีๆที่มีอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Live and learn : อยู่กับสิ่งที่มี  ไม่ใช่สิ่งที่หวัง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-6079214854448033037?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/6079214854448033037/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=6079214854448033037' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/6079214854448033037'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/6079214854448033037'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/07/1-20-5-live-and-learn.html' title='ความยุติธรรม'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-3933906591319662948</id><published>2007-07-09T04:59:00.001-07:00</published><updated>2007-07-09T04:59:58.766-07:00</updated><title type='text'>Good will hunting</title><content type='html'>เมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ ม.5 รู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่เป็นคนไม่ค่อยปกติเท่าไร คิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เค้าเล่าถึงหนังเรื่องหนึ่งให้ฟัง บอกว่ามันเป็นเรื่องที่สุดยอดมาก ชื่อของหนังคือ Good will hunting&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  รุ่นพี่พยายามแปลชื่อหนังเป็นภาษาไทย "ค้นหาสิ่งที่ดีกว่า"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  กว่าผมจะได้ดูหนังเรื่องนี้ ก็ประมาณตอนเรียนมหาลัยปี 2 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ได้รางวัลออสก้า เขียนบทโดยพระเอก 2 คนคือ แมท เดม่อน กับ เบน แอฟเฟค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    และเป็นธรรมดาของหนังรางวัลออสก้า ที่มักจะดูไม่ค่อยรู้เรื่อง -- แต่เรื่องนี้ผมชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   หลังจากดูเรื่องนั้น 3 ปี ผมก็ได้ไปเจอเว็บที่วิจารณ์หนังเรื่องนี้ในเชิงจิตวิทยา ผมก็เลยอยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เพราะมันให้ข้อคิดที่น่าสนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    http://www.mahidol.ac.th/mahidol/ra/rapc/v4449.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    พระเอกของเรื่องนี้ ชื่อว่า Will Hunting เป็นคนที่โครตๆเก่ง สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลตั้งไว้ โดยใช้เวลาแค่ ไม่เกิน 5 นาที ในขณะที่ศาสตราจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ของ MIT ทั้งภาคต้องช่วยกันคิดเป็นเวลา 2 ปี พระเอกของเราน่าจะได้ไปทำงานกับองค์การนาซ่า แต่ในเรื่อง พระเอกเป็นภารโรงทำงานใน MIT ว่างๆก็ไปรับจ๊อบทำงานก่อสร้าง เย็นๆมาก็ไปก๊งเหล้ากับเพื่อนชั้นล่างด้วยกัน และก็มีเรื่องชกต่อยเป็นประจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ในตอนที่พระเอกแก้โจทย์คณิตศาสตร์ได้ ไม่มีใครเห็น แต่ก็มีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งพยายามค้นหา แล้วก็พบ แล้วก็เป็นจังหวะเดี๋ยวกับที่พระเอกไปมีเรื่องโดนตำรวจจับ ศาสตราจารย์ก็เลยยื่นข้อเสนอว่า ถ้าคุณอยากพ้นโทษ คุณต้องไปหาจิตแพทย์และ มาเป็นผู้ช่วยผม ซึ่งพระเอกก็ยอม ซึ่งก่อนหน้าที่จะโดนตำรวจจับ พระเอกเราก็ดันไปโชว์ความเก่งต่อหน้านักศึกษาแพทย์สาวสวย แล้วนักศึกษาแพทย์คนนั้นก็ดันเป็นนางเอกซะด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ตัวเอกในเรื่องก็มี ศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ จิตแพทย์(คนนี้ได้รางวัลออสก้า) พระเอกเป็นภารโรง และนางเอกเป็นนักศึกษาแพทย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ฉากที่จิตแพทย์ ทำการรักษา will โดยการพูดคุย ก็จะทำให้ผู้ชมได้รับรู้เรื่องราวและปมต่างๆของ will  will เป็นเด็กกำพร้าถูกพ่อแม่ทิ้ง และก็ถูกพ่อแม่บุญธรรมทำร้าย will ลึกๆภายในของ will จึงกลัวการถูกทอดทิ้ง will สร้างเกราะป้องกันตัวเองโดยไม่ยอมคบใครอย่างจริงๆจัง will ถือคติที่ว่า ถ้าไม่อยากถูกทิ้งก็จงทิ้งคนอื่นก่อน will ไม่ยอมเอาตัวเข้าไปผูกพันธ์กับสิ่งต่างๆอย่างจริงจัง เพราะกลัวจะสูบเสียมันไป  โลกของ will จึงมีแต่หนังสือ เพราะ will เรียนรู้สิ่งต่างๆผ่านหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ในระหว่างการบำบัดนั้น will ได้เผยความในใจว่าเขาชอบ สกายลาร์ (นิสิตแพทย์) เธอเป็นคนพิเศษกว่าที่ผ่านๆมา แต่เขาก็กลัวว่ามันจะจบลงเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา จิตแพทย์จึงกระตุ้นให้ will โทรไปนัดสกายลาร์ไปกินข้าว แต่ will กล่าวว่า การทำเช่นนี้จะทำให้เขาเห็นความไม่สมบูรณ์ในตัวเธอและจะจบลงด้วยการเลิกกันเหมือนที่ผ่านๆมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   จิตแพทย์จึงพูดขึ้นมาว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะดำเนินชีวิตอยู่ โดยปราศจากการเรียนรู้และรู้จักคนอื่น แล้วเขาก็พูดถึงข้อเสียของภรรยาของเค้า จากนั้นเขาก็ให้ข้อคิดว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ไม่มีใครที่สมบูรณ์เพียบพร้อม แต่ละฝ่ายจะต้องรู้จักยอมรับในความไม่สมบูรณ์หรือความบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่งแต่ละฝ่ายก็ต้องพร้อมที่จะเปิดเผยข้อบกพร่องของตัวเองให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ด้วย และนั่นคือที่มาของความใกล้ชิดผูกพันธ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ความสัมพันธ์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อต่างฝ่ายต่างเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เรื่องมันก็ดำเนินต่อไป จนพระเอกยอมตามนางเอกไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง ยอมไปทำงานที่ดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ----- **** -----&lt;br /&gt; มีข้อคิด 2 อย่างที่ผมได้จากเรื่องนี้&lt;br /&gt; อย่างแรก เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคน เราต้องไม่พยายามหวังว่า คนอื่นจะเป็นคนแบบที่เราอยากให้เป็น เขามีข้อเสีย และเราก็ต้องยอมรับให้ได้ และในทำนองเดียวกัน ถ้าเรามีข้อด้อยอะไร ก็ไม่ควรต้องปกปิด เพราะถ้าเพื่อนเราเขารับไม่ได้ เขาก็ไม่ควรเป็นเพื่อนเรา เหมือนกัน ความจริงใจจะเกิดก็ต่อเมื่อไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  อย่างที่สอง คือ ความกลัวแบบที่ will มีเราก็มีกันทั้งนั้น มากบ้าง น้อยบ้าง แต่เรามักจะไม่ค่อยรู้จักตัวเองกัน พยายามหนี แบบที่ will หนี แต่อาจจะในรูปแบบที่ต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  กลัวที่จะเริ่มทำสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันมีโอกาสที่จะผิดพลาด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  กลัวที่จะเริ่มสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันยังเป็นแผนการณ์ที่ไม่สมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  เมื่อเรากลัวมากไป เราจึงพลาดโอกาสดีๆมากมาย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-3933906591319662948?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/3933906591319662948/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=3933906591319662948' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/3933906591319662948'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/3933906591319662948'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/07/good-will-hunting.html' title='Good will hunting'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-8227841792355030103</id><published>2007-07-09T01:51:00.000-07:00</published><updated>2007-07-09T01:51:24.974-07:00</updated><title type='text'>ณ วินาทีนี้เรามีความทุกข์หรือเปล่า</title><content type='html'>วันนี้เป็นวันที่ไม่ปกติเหมือนทุกวัน เพราะทำงานไม่เสร็จ และไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างเดินทางกลับหอ ก็หาวิธีแก้ปัญหาไปด้วย  แล้วก็เกิดอาการปวดหัวขึ้นอย่างแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ก็เลยบอกให้ตัวเองหยุดคิด ทำใจให้สบาย และระหว่างที่กำลังพยายามปล่อยใจให้สบายอยู่นั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นมา ณ เวลานี้เราไม่เจ็บปวดอะไรเลย ร่างกายเราแข็งแรงดี แต่ทำไมเราจึงรู้สึกทรมานละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เราทรมานก็เพราะเรากำลังกังวลถึงงาน กลัวว่างานจะไม่เสร็จตามกำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เลยมาลองคิดดู หลายครั้งที่เราเครียดมากๆ เพราะเราไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน เรามองไปถึงอนาคต และกังวลไปกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นวิธีหนึ่งในการคลายเครียด ก็คือการลืมทุกอย่าง อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตามความเป้นจริงแล้ว เราไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีตอนที่เรากำลังเครียดหรอกนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีมันอาจจะดีกว่า ถ้าเราจะพึ่งโชคชะตาบ้าง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-8227841792355030103?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/8227841792355030103/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=8227841792355030103' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/8227841792355030103'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/8227841792355030103'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/07/blog-post_09.html' title='ณ วินาทีนี้เรามีความทุกข์หรือเปล่า'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-6357138263961448338</id><published>2007-07-08T20:42:00.000-07:00</published><updated>2007-07-08T20:42:17.540-07:00</updated><title type='text'>อย่ารีบกินมาแชลโล่</title><content type='html'>&lt;p&gt;เคยอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า "อย่ารีบกินมาแชลโล่" มาแชลโลก็เป็นขนมชนิดหนึ่งที่เด็กๆในอเมริกาชอบกินกัน ในประเทศไทยเองก็นำเข้ามาขายหลายปีละ เนื้อเรื่องจะกล่าวถึงการทดลองทางจิตวิทยาอันหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยการให้พี่เลี้ยงพาเด็กเข้ามาในห้อง ที่มีขนมมาแชลโล วางอยู่ แล้วพี่เลี้ยงจะบอกกับเด็กว่าจะออกไปข้างนอก และให้เด็กนั่งรออยู่ในห้อง และถ้าตอนที่พี่เลี้ยงกลับมาเด็กยังไม่ได้กินมาแชลโล่ พี่เลี้ยงจะให้มาแชลโล่อีก 1 ชิ้น การทดลองนี้เป็นทำการทดลองกับเด็กหลายร้อยคน และมีการติดตามผลในอีก 10 ปีและ 20 ปีต่อมา ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ว่า เด็กที่ไม่ได้กินมาแชลโล่ ประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่กินมาแชลโล่ จากจำนวนเด็กที่อยู่ในการทดลองจำนวนหลายร้อยคน สามารถบอกได้ว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาด หรือสภาพแวดล้อมอื่นเลย แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถควบคุมจิตใจของเราได้แค่ไหน เราสามารถยืดระยะความพอใจออกไปได้แค่ไหน คนบางคนรีบคว้าเอาโอกาสเล็กที่เข้ามาก่อน แต่ทำให้เค้าเสียโอกาสที่ใหญ่กว่าไป ถ้าเปรียบเป็นสำนวนไทยก็จะประมาณ "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" ถ้าให้ผมนึกตอนนี้ก็คงจะเป็นมะม่วง ที่ถ้าเรามีความอดทนไม่พอเราจะกินมันตั้งแต่มันยังอ่อนอยู่ เราจึงได้แต่รสชาติเปรี้ยว แต่ถ้าเราอดทนต่ออีกสักพักเราจะได้ความหอมหวานของมะม่วงสุก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เล่ารื่องนี้ เพราะผมก็เป็นเด็กที่รีบกินมาแชลโล่นั้นแหละ ตอนนี้มาแชลโล่ชิ้นใหญ่กำลังเข้ามาในชีวิต และผมต้องเลือกแล้วละ ว่าจะกินหรือจะรอ ปัญหานี้ไม่ยาก เพราะผมเลือกที่จะรอ ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ทำอย่างไรจึงจะรอได้ ตอนนี้ก็เลยได้แต่จินตนาการถึง "มาแชลโล่สองชิ้น"&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-6357138263961448338?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/6357138263961448338/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=6357138263961448338' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/6357138263961448338'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/6357138263961448338'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='อย่ารีบกินมาแชลโล่'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-2807665816856133193</id><published>2007-07-08T20:37:00.000-07:00</published><updated>2007-07-08T20:37:59.183-07:00</updated><title type='text'>นางมารร้าย</title><content type='html'>มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จักตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ ม.นเรศวร รู้จักกันเพราะผมไปช่วยเขาทำโปรเจค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้ว่าเขามีแฟนเป็นรุ่นน้องอยู่คนหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็รู้ว่าเขาเลิกกับแฟน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาทิตย์ต่อมาก็รู้ว่าเขามีแฟนเพื่อนโทรมาคุยด้วย น้องเค้าบอกว่าที่คุยด้วยเพราะความเหงา เราบอกให้เลิกดีกว่า แบบนี้มีแต่เสียกับเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวานนี้ น้องเค้าบอกว่า เป็นแฟนกับแฟนของเพื่อนแล้ว น้องเค้าบอกว่า เค้าชอบแฟนเพื่อนคนนี้ตั้งแต่รู้จักกันที่แล้ว เพราะขาวตี๋ถูกสเปค และก็มารู้ทีหลังว่าแฟนเพื่อนก็ชอบน้องเค้าเหมือนกัน แล้วตอนนี้แฟนเพื่อนก็ไปบอกเลิกกับเพือนของน้องเขาแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนของน้องบอกกับน้องว่า ถ้ารักกันก็ไปเป้นแฟนกันเหอะ  -- ประชด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์หลังจากนั้น ก็มีเพื่อนคนอื่นๆของน้องเค้าโทรมาต่อว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เราก็บอกว่า ที่เราพยายามให้น้องเค้าเลิก เพราะว่าจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องเค้าบอกว่า หนูเป็นนางมารร้าย แต่คนรักกันมันผิดตรงไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นสิ คนรักกันมันผิดตรงไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยสังเกตุกันบ้างรึป่าวว่า หนังไทยหลายๆเรื่อง พระเอกจะเป้นแฟนกับนางร้าย แล้วพระเอกก็ทิ้งนางร้ายมารักกับนางเอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางเรื่องนางเอกมีแฟนอยู่แล้ว แต่พระเอกก็ไปจีบเค้า บางทีก็ลวนลามบ้าง ปล้ำบาง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือจะลองไปฟังเพลง คนเลวที่รักเธอ แล้วดู mv ประกอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความดีความเลว มันไม่มีจริงหรอก มันขึ้นอยู่กับว่าใครมอง และมองอย่างไรมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางเรื่องคนอื่นทำแล้วดูเลว แต่พอเราทำเองทำไมจึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้องไปได้ละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้ง ก่อนที่เราจะกล่าวหาใคร ลองสมมุติว่าตัวเราเองเป็นเขาก่อนดีกว่ามั้ย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจเขาใจเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยเห็นเรื่องนี้แบบนี้มาหลายครั้ง พยายามทำความเข้าใจ แล้วก็พยายามลืมมันไป ชีวิตใครชีวิตมัน พยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองละกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-2807665816856133193?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/2807665816856133193/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=2807665816856133193' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/2807665816856133193'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/2807665816856133193'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/07/blog-post_08.html' title='นางมารร้าย'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-6712896062778930854</id><published>2007-07-04T03:24:00.000-07:00</published><updated>2007-07-04T03:24:08.909-07:00</updated><title type='text'>สาเหตุของความยุ่งยาก</title><content type='html'>ผมมักจะเป็นคนที่มีไอเดียดีๆในการสร้างความคิดอยู่เสมอ วันนี้ก็เช่นกัน ขณะที่ผมกำลังนั่งออกแบบ user interface ของโปรแกรมหนึ่ง ซึ่งเป็น web application โดยใช้ php และ ajax กำลังคิดว่าจะออกแบบอย่างไรให้ผู้ใช้ใช้งานได้ง่าย เพราะโปรแกรมนี้จะเป็นโปรแกรมในลักษณะที่ผู้ใช้สามารถ search ค้นหาข้อมูลได้ ซึ่งสามารถค้นหาได้หลายแบบ ซึ่งเมื่อได้ผลลัพธ์จากการค้นหาแล้ว ผู้ใช้สามารถที่จะเข้าไปดูรายละเอียดแต่ละอันได้ และในหน้าที่แสดงรายละเอียดของแต่ละรายการนั้น ผู้ใช้สามารถทำการ edit delete ข้อมูลนั้นได้ ปัญหาก็คือว่า ถ้าใช้วิธีการทำงานแบบเก่ามันจะไม่สะดวก คือพอ search แล้วผลลัพธ์ของการ search ก็จะมาแสดงในหน้าเดิม ซึ่งเมื่อเราย้อนกลับไปหน้า search ใหม่ข้อมูลที่เคยพิมพ์ไว้หรือเลือกไว้ก็จะหายหมด นี่เป็นความไม่สะดวกอย่างแรก อันที่สองคือ จากผลลัพธ์ของการ search ไปยังหน้าดูรายละเอียด ซึ่งเมื่อผู้ใช้ไปยังหน้าดูรายละเอียดแล้วอาจจะสามารถกลับมายังหน้าผลลัพธ์การ search โดยการclick ที่ back แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ใช้ทำการ edit ข้อมูล ผู้ใช้จะไม่สามารถ click ที่ back เพื่อกลับไปยังหน้าผลการ search ได้ซึ่งผู้ใช้จะต้องเริ่มต้นทำการ search ใหม่อีกครั้ง นี่เป็นความยุ่งยากอย่างที่สอง และความยุ่งยากจะมากขึ้นถ้าปริมาณข้อมูลที่ใช้ในการ search มีมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สิ่งที่มีบทบาทสำคัญในการสร้าง web apllication สมัยใหม่คือ ajax ซึ่งมีข้อดีอยู่หลายอย่าง แต่ข้อเสียของมันคือผู้ใช้ไม่สามารถ click back เพื่อกลับไปยังขั้นตอนก่อนนหน้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   จากปัญหาที่เราพบ เราพยายามหากระบวนการในการแก้ ซึ่งเราพบว่า ถ้าเราทำการเลียนแบบกระบวนการทำงานของ win app ก็จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ กระบวนการก็คือเมื่อผู้ใช้เลือกทำการ search โปรแกรมจะทำการสร้าง window เสมือนขึ้นมา 1 อัน เพื่อแสดงฟอร์มสำหรับการ search ซึ่งต่อไปเราจะเรียกว่า child window และจะสร้าง tab ขึ้นมา 1 อันลักษณะเหมือนการที่เราใช้โปรแกรม word ที่เมื่อเราเปิดไฟล์ 1 ไฟล์โปรแกรมก็จะสร้าง windows ขึ้นมา 1 อัน เมื่อเราเปิดไฟล์ที่ 2 โปรแกรมก็จะสร้าง window ขึ้นมาอีก 1 อัน โปรแกรมที่ผมออกแบบก็จะทำงานอย่างเดียวกันคือ เมื่อผู้ใช้ทำการ search โปรแกรมก็จะทำหารสร้าง child window ขึ้นมา 1 อัน และแสดง tab ไว้ และเมื่อผู้ใช้ต้องการดูรายละเอียดของการ search แต่ละอัน ก็ click ที่ child window นั้นได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    นั้นคือความคิดเริ่มต้น หลังจากนั้นเราก็เริ่มคิดว่า ถ้ามีการ minimize child windows ได้ก็คงจะดีผู้ใช้จะได้เอาข้อมูลของรายการ 2 รายการมาเปรียบเทียบกันได้ พอคิดต่อไป แล้วถ้าผู้ใช้เปิด child windows ขึ้นมามากๆละ มันคงจะไม่ดีแน่ เพราะฉะนั้นเราก็น่าจะมีการ group child windows ในประเภทเดียวกันมาไว้ด้วย กัน แล้วหลังจากนั้น option ต่างก็เกิดขึ้นอีกมากมาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เมื่อเราตั้งสติได้แล้ว ลองพิจารณาสิ่งต่างๆดู เราจะพบว่าถ้าเราไม่จำกัดความต้องการแล้ว เราจะไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้เลย การที่เราพยายามเพิ่ม option ต่างๆเข้าไปในโปรแกรมมากเกินไป จะทำให้โปรแกรมดูดี แต่สร้างได้ยากมาก และเมื่อมันสร้างได้ยาก โอการสที่มันจะประสบความสำเร็จ จะมีน้อยมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เพราะฉะนั้นในขั้นตอนของการทำงาน เราควรจะเลือกเอาเฉพาะคุณสมบัติที่สำคัญมาทำก่อน และ option อื่นๆค่อยทำใน version ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ผมได้แนวคิดนี้มาจากความรู้ที่ว่า โปรแกรม database ทุกวันนี้มันไม่ได้ support SQL standard ทั้งหมดหรอก มีคนเขาบอกว่า ตอนที่มีการออกมาตรฐาน sql 97 database ยัง support SQL92 ยังไม่หมดเลย อย่าง MySQL เอง กว่าจะมี sub query ก็ตั้ง version 4 แล้ว นี่ถ้าเราลองสมมุติว่า คนที่สร้าง MySQL เป็นคนที่ต้องการอะไรที่ perfect แล้ว วันนี้เราก็คงยังไม่มี MySQL ให้ใช้แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะลงมือทำอะไร ให้ถามว่าส่วนไหนสำคัญที่สุด แล้วเลือกทำตามลำดับความสำคัญ น่าจะดีกว่านะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-6712896062778930854?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/6712896062778930854/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=6712896062778930854' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/6712896062778930854'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/6712896062778930854'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='สาเหตุของความยุ่งยาก'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-6474376536973849856</id><published>2007-06-25T00:10:00.000-07:00</published><updated>2007-06-25T00:10:01.463-07:00</updated><title type='text'>สิ่งที่ชอบ กับสิ่งที่ใช่</title><content type='html'>ทำไมผมเลือกเรียน วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ล่ะ&lt;br /&gt;  ตอนที่เลือกคณะตอน ent ผมพยายามเลือกสาขาที่ไม่ต้องออกแรงเยอะ ถึงแม้ผมจะชอบเครื่องกล อยากเรียนโยธา แต่ผมก็ไม่เลือกเพราะผมคิดว่าสาขาเหล่านี้ เรียนจบไปแล้วตอนทำงานต้องเหนื่อยแน่เลย ผมเลือกเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพราะผมชอบวิศวะ และตอนนั้นก็คิดว่ามันเป็นสาขาที่ใกล้เคียงกับอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุดละ เพราะตอนนั้นผมอยากเป้นนักอิเล็กทรอนิกส์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ตอนที่ผมเลือกเรียนวิศวะ พ่อก็พูดประโยคหนึ่งที่ผมจำมาจนทุกวันนี้ &lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;มึงอยากเรียนอะไรก็เรียนไป ชีวิตมึง มึงต้องตัดสินใจเอง ถ้ากูเลือกให้ว่ามึงต้องเรียนอะไร แล้วถ้ามึงเรียนจบมาแล้วตกงาน กูก็ต้องเลี้ยงมึงไปตลอดชีวิตละ&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อสอนผมว่า ชีวิตเรา เราต้องตัดสินใจเอง และเมื่อเราตัดสินใจไปแล้ว รับต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตัวเอง ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้พ่อก็สอนให้ผมรู้จักตัดสินใจด้วยตัวเองมาตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บางทีก็รู้สึกขอบคุณสิ่งต่างๆที่ดลใจให้ผมเลือกเรียน วิศวะคอม เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่เป็นตัวผมเองมากที่สุดเลยละ ประมาณว่าเกิดมาเพื่อเป็นวิศวะคอมเลยละ เกิดมาเพื่อที่จะนั่งเขียนโปรแกรม ผมรู้สึกว่าหัวของผมถนัดที่จะคิดอัลกอริทึมมากกว่าการที่จะมานั่งพิสูจน์สูตร หรือการคำนวณเพื่อหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมในวงจร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผมรู้สึกและคิดมาตลอดว่า ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมภาษาอะไรผมก็เขียนได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอมพิวเตอร์ที่ยากขนาดไหนผมก็แก้ได้ สิ่งที่ผมอยากทำที่สุดก็คือการสร้างโปรแกรมที่ไม่มีใครสร้างได้ อยากสร้างโปรแกรมอัจริยะที่แค่เราความต้องการเข้าไป มันจะ gen code โปรแกรมออกมาให้เลย เวลาสนุกที่สุดในการเขียนโปรแกรมคือ การออกแบบโปรแกรม เวลาที่ความสุขคือ โปรแกรมที่ซับซ้อนทำงานตามที่เราออกแบบไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เขียนเสร็จโปรแกรมเสร็จครั้งหนึ่งก็จะนั่งภูมิใจไปอีกหลายวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                    -------- ****  ---------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ตอนเรียนอยู่ปี 3 วิชาคอมไพเลอร์ ชั่วโมงแรกอาจารย์ถามนิสิตว่า เธอเรียนมาสองปีแล้ว เธอรู้สึกว่าชอบในสิ่งที่เรียนมั้ย ผมตอบว่าชอบ แต่ในใจผมบอกว่าผมชอบมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    วันนี้วันที่ผมตัดสินใจจะเปลี่ยนงานอีกครั้ง เนื่องจากเบื่องานที่ทำอยู่ อันที่จริงแล้วงานที่ทำอยู่มันก็ตรงกับผมชอบนะ เป้นงานเขียนโปรแกรม web e-commerce ได้นั่งอ่านเว็บได้ทั้งวัน แต่ที่รู้สึกเบื่อคงเป็นเพราะงานช่วงนี้ต้องมานั่งแก้ bug ของ core code ของบริษัท แล้วเรารู้สึกว่า เราไม่ได้ไปไหนเลย มันอยู่กับที่ แล้วบางครั้งเราก็ทำไม่ได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ก็เลยคิดว่าน่าจะลองหางานใหม่ดู บางทีอะไรๆ มันอาจจะดีขึ้นก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    พออยากจะหางานใหม่ทำ มันก็เลยเกิดคำถามขึ้นว่า แล้วเราจะไปทำอะไรต่อดีละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เคยมีหลายคนบอกว่าการย้ายงานบ่อยๆมันไม่ดีนะ ควรจะทำงานที่หนึ่งให้เกิน 1 ปี แล้วผมก็มาคิดต่อเองว่า การที่เราย้ายงานบ่อยๆจะทำให้เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งใดสิ่งนานพอที่จะเข้าใจมัน เหมือนกับเราจะเรียนรู้สิ่งต่างได้เพียงผิวเผินถ้าเราไม่ทุ่มเทเวลาให้มันมากพอ มันก็เลยเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาในการหางานใหม่ งานใหม่ของเราควรจะเป็นที่ที่เราสามารถทำงานได้หลายๆปี โดยที่เรายังรู้สึกว่ามันท้าทาย และมีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้ ควรเป็นที่ที่เราจะสนุกกับงานได้ตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เป้าหมายของเราคืออะไร เราอยากมีโรงงานที่ผลิตสินค้าสำหรับส่งออก เพราะฉะนั้นการทำงานน่าจะทำให้เราเรียนรู้เพื่อที่จะสามารถเข้ามายังธุรกิจนี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  การเดินทาง : ที่ทำงานใหม่น่าจะอยู่ไม่ไกลจากที่พัก เพื่อที่จะลดความเหนื่อยจากการเดินทาง&lt;br /&gt;  เงินเดือน : เงินเดือนที่ใหม่ไม่จำเป็นต้องมากกว่าที่ปัจจุบันแต่น่าจะมากกว่า 18000 บาท เพื่อที่เราจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการค่าใช้จ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  เวลา : น่าจะเป็นบริษัทที่หยุดเสาร์อาทิตย์ และมีเวลาเลิกงานที่แน่นอน ไม่ควรต้องทำงานล่วงเวลาบ่อย เราต้องการเวลาว่างที่มากพอสำหรับเรียนรู้สิ่งต่างๆและเริ่มสร้างบริษัทของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   จากเงื่อนไขต่างๆมากมาย ลองมามองถึงตำแหน่งต่างๆที่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ตำแหน่งแรกที่คิดถึงคือ : "SAP Consult" ที่คิดถึงตำแหน่งนี้เพราะ ลักษณะของโปรแกรม sap จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างของบริษัท ดังนั้นถ้าเราทำงานทางด้าน sap เราจะได้เรียนรู้ระบบของธุรกิจด้วย และบริษัททางด้าน consult จะมีลักษณะเป็นที่ปรึกษาของหลายบริษัท ถ้าเราได้ทำด้านนี้เราจะได้เรียนธุรกิจที่หลากหลาย นอกจากนี้งานทางด้าน sap เงินดีด้วย แต่ปัญหาคืองานด้านนี้เน้นรับคนที่มีประสบการณ์แล้ว และถ้าต้องการเข้าอบรมค่าอบรมแพงถึงคอร์สละ 200000 กว่าบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  งานทางด้าน sale : งานด้านนี้จะทำให้เรารู้จักคนมากมาย มองเห็นโอกาสทางด้านธุรกิจได้ง่าย เพราะการที่จะเราสร้างธุรกิจได้ จุดที่สำคัญคือ เราต้องมีช่องทางและ connection ข้อเสียของงานด้านนี้คือ เงินเดือนค่อนข้างน้อย เพราะรายได้หลักของ sale จะมาจากค่าคอมมิชชั่น และตัวผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้จักการเข้าสังคมเท่าไร และไม่มีประสบการณ์ทางด้านงานขายด้วย จึงมีแนวโน้มว่าจะอดตายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  งานด้านการบริหารจัดการ : แนวความคิดนี้มาจากการที่เห็นประกาศรับสมัครงานในตำแหน่ง manager trainee หรือก็คือผู้จัดการฝึกหัด ประมาณว่ารับเด็กจบใหม่ไปเทรนเพื่อที่จะสร้างผู้บริหารรุ่นใหม่ ข้อดีของมันคือ เราจะได้รู้จักคนมากมาย ได้เห็นช่องทางในโลกของธุรกิจ รวมได้ความรู้ในการบริหารจัดการด้วย แต่รู้สึกว่า ถ้าเราไปทำงานในตำแหน่งนี้ เราจะได้เรียนรู้ในโลกเดียว และบางทีอาจจะได้ทำแต่งานเอกสารด้วย และตัวเราเองตอนนี้ก็ยังไม่เหมาะกับงานทางด้านการบริหารด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; งานด้านโปรแกรมเมอร์ : เป็นงานที่ถนัดที่สุด คุณสมบัติเหมาะสมที่สุด ปัญหาคือ มันมีโอกาสน้อยที่จะพาเราไปถึงยังที่เราต้องการ เพราะการทำงานโปแกรมเมอร์ก็เหมือนกับกรรมกร ทำงานตามใบสั่ง เราอาจจะเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่เราก็จะยังสร้างธุรกิจของตัวเองไม่ได้ แน่นอนว่าถ้าเราทำงานด้านนี้ต่อไป ในอนาคตเราอาจจะมีบริษัท software ของตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายของเราเหมือนกัน และที่สำคัญคือ ถ้าเราทำงานด้านโปรแกรมเมอร์การที่เราจะได้เห็นโอกาสในการทำธุรกิจแบบอื่นจะมีน้อย เพราะวันๆเราก็จะนั่งอยู่กับ code เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานทางด้าน sa : เป็นอีกงานที่ใกล้เคียงกับที่เราอยากทำ เพราะเราชอบที่จะออกแบบ แต่อุปสรรคของเส้นทางนี้คือ บริษัทที่เปิดรับมักจะต้องการคนที่มีประสบการณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานด้าน system integration : จะเป็นงานในแนวที่ว่าไปติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมให้กับบริษัทหรือโรงงานต่างๆมันจะดีที่ทำให้เรารู้จักคนหลากหลายได้เห็นธุรกิจอะไรหลายแบบ แต่จะไม่ลงลึกมากนัก ปัญหาคือ เราไม่มีความรู้ทางด้าน system เลย ทางที่ดีอาจจะต้องมองหาบริษัทที่ขาย solution หรือโปรแกรม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานสุดท้าย คือออกมาทำบริษัทของตัวเองเลย : อันนี้น่าจะดี แต่ข้อเสียของมันคือ เราไม่มีช่องทางคือ เราจะหาลูกค้าได้อย่างไร ทางนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเพื่อนมีคนรู้จักอยู่เยอะซึ่งเราอาจจะรับงานต่อจากเพื่อนได้ ปัญหาต่อมาคือ เราไม่มีเงินทุน ที่เราต้องการเงินทุน เกิดจากที่ว่าเราอาจจะต้องจ้างคนมาช่วยเขียนโปรแกรม เพราะถ้าเราเขียนเอง วันทั้งวันเราก็จะหมดไปกับการเขียน code ซึ่งมันก็จะกลับไปสู่วัฎจักรเดิมๆคือ นั่งอยู่กับ code  ได้เงินมากขึ้นก็ต่อเมื่อทำงานหนักมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   มีไอเดียหนึ่งเกิดขึ้นมา ในการดำเนินกิจการของตัวเอง คือ การที่เราพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปขึ้นมาแล้วพยายามเอาโปรแกรมนั้นไปขาย มันจะแก้ปัญหางานการนั่งอยู่กับ code ได้ แต่ปัญหาคือ เราจะอยู่อย่างไรถ้าขายโปรแกรมไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;        ------****------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมผมจึงตั้งชื่อเรื่องว่า สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ใช่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะตัวผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมชอบอยู่คนเดียว นั่งคิดอะไรคนเดียว ซึ่งลักษณะแบบนั้นมันเหมาะกับงานทางด้านเทคนิค เช่นการเขียนโปรแกรม นี่คือสิ่งที่ชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เป้าหมายของผมคือ การที่จะมีกิจการของตัวเอง ซึ่งสิ่งที่จะต้องทำคือการพบปะผู้คน นี่คือสิ่งที่ใช่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามคือควรทำอย่างไรต่อ ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เนื่องจากผมเคยได้บทเรียนมาแล้วผมจึงไม่เร่งรีบในการคิด ค่อยๆเก็บข้อมูลต่อไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าอย่างไรเราจะเจอทางที่ดีที่สุดสำหรับเรา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-6474376536973849856?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/6474376536973849856/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=6474376536973849856' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/6474376536973849856'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/6474376536973849856'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/06/blog-post_25.html' title='สิ่งที่ชอบ กับสิ่งที่ใช่'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-8372523234678927597</id><published>2007-06-23T09:42:00.000-07:00</published><updated>2007-06-23T09:42:05.673-07:00</updated><title type='text'>เดินช้าลงหน่อย ดีมั้ย</title><content type='html'>&lt;blockquote&gt;หัวใจของการเดินทาง ไม่ใช่อยู่ที่เป้าหมาย &lt;br /&gt;หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง มากกว่า&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้รับข้อความนี้จากเพื่อนที่ไม่เคยพบคนหนึ่ง หลังจากที่เขารู้ว่าผมเครียดเรื่องงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานที่จะต้องเกิดปัญหาจากการทำงาน ผมก็มีปัญหา และปัญหาของผมก็เกิดจากการที่ผมตั้งมาตรฐานในเรื่องต่างๆไว้สูงเกินไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานครั้งนี้ก็เป็นการ webpage ธรรมดา    ปัญหามันอยู่ที่ทำอย่างไรมันก็ไม่ถูกใจสักที ก็เลยเครียด ท้อ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถเลย ตัวเราไม่ได้เก่งอะไรเลย สาเหตุของปัญหาเป้นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองเครียดมาก ตั้งแต่ตอนนั้นก็เลยเริ่มถามตัวเอง ว่า ทำไมเราจึงเครียดมากขนาดนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเราเกิดปัญหาเรื่องหนึ่ง เราจะเชื่อมโยงมันไปถึงเรื่องอื่น เอาหลายๆเรื่องมารวมกัน จนสุดท้ายมันก็ใหญ่จนเราแทบบ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเพื่อนคนหนึ่งที่ผมเรียกเขาด้วยความเคารพว่า ป้า และเค้าก็เรียกผมด้วยความเท่าเทียมกันว่า ลุง ลุงกับป้าก็ได้มาคุยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้า : เป้าหมายชีวิตของลุงคืออะไร&lt;br /&gt;ลุง : ลุงอยากรวย ลุงอยากมีเงินเยอะๆ &lt;br /&gt;ป้า : ลุงจะมีเงินเยอะๆทำไม มีเงินก็ใช่ว่าจะมีความสุข&lt;br /&gt;ลุง : ลุงรู้ ถึงไม่มีเงินลุงก็มีความสุขได้ เพียงแต่ว่าถ้าเรามีเงินแล้วเราจะทำอะไรได้ง่ายขึ้นนะ สำหรับลุงแล้วเงินไม่ใช่พระเจ้า  แต่ลุงมองว่า เงินคือเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้า : ป้าว่าลุงเร่งมากเกินไปนะ&lt;br /&gt;ลุง : ลุงก็ยอมรับนะว่าลุงอยากได้อะไรเร็วๆ ถ้าวิเคราะห์ดูแล้ว คงเป็นเพราะลุงอ่านหนังสือพวก how to เยอะเกินไปมั้ง พออ่านแล้วก็ได้เห็นตัวอย่างของคนที่รวยตั้งแต่อายุน้อยๆ ลุงคิดว่าลุงทำได้อะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้า : ทำไมลุงไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;------- ต่อจากนั้น ป้าก็ส่งเมลล์มาให้อันนึง --------&lt;br /&gt;เมลล์นั้นเป็นเรื่องราวของชาวนาที่อยากรวยมากๆ จนวันนึงก็มีชายชราเอาหมอนมาฝากไว้ 1 ใบบอกว่าจะมาเอาวันรุ่งขึ้น ชาวนาก็ใช้หมอนนั้นหนุนนอน พอตืนขึ้นมาก็พบว่าหมอนนั้นมีเงินอยู่มากมาย ชาวนานั้นร่ำรวยขึ้นมา พอรวยเค้าก็สร้างปราสาท และไม่ยอมคบกับใครเลยเพราะคิดว่าชาวนาเพื่อนเก่านั้น เป็นคนละชนชั้นกัน แต่พออยู่ในปราสาทสักพักเค้าก็รู้สึกเหงา เค้าก้อเลยจ้างคนมาทำสวน จ้างคนมาร้องรำทำเพลง แต่สุดท้ายก็ยังไม่หายเหงา สุดท้ายก็ประกาศหาเมีย แต่ก็ไม่มีใครมาสมัคร วันนึงเค้าทนไม่ไหว ก็นั่งเกี้ยวออกมาชมเมือง แต่ไม่มีใครสนใจเกี้ยวอันใหญ่โตของเค้าเลย เค้ามองเห็นเพื่อนเก่าของเค้ากำลังนั่งกินข้าวกันอย่างสนุกสนาน ทำไมเค้ารวยขึ้นเค้าถึงไม่มีความสุข ก่อนที่จะมากไปกว่านั้น เค้าก็ตื่น แล้วเค้าก็รู้สึกว่าการเป็นชาวนาก็มีความสุขดีนะ เค้าวิ่งไปกอดเพื่อนเหมือนกับไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน แล้วเค้าก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-----------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายที่ป้าส่งมา คงเพราะอยากให้ลุงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ลุงก็เข้าใจนะและก็คิดว่า เราควรมองสิ่งต่างชีวิตในแง่ดีเพื่อชีวิตจะได้มีความสุขมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  แต่สำหรับเรื่องที่ป้าส่งมา มันทำให้ลุงเกิดคำถาม การพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ แสดงว่าเราไม่ต้องพัฒนาแล้วใช่หรือไม่ เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆมันเกิดจากความไม่พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ อยากได้อะไรที่สะดวกสบายขึ้น สมมุติว่าคนที่ใช้รถยนต์สมัยก่อนพอใจรถแบบนั้น พอใจในความเร็วเท่านั้น พอใจที่จะเกียร์ธรรมดา เค้าก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาแล้ว เราก็คงไม่มีรถ 200 แรงม้าวิ่ง300 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วถ้าเอาแบบพระพุทธศาสนาเอง ถ้าพระพุทธเจ้าเองพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ คืออยู่อย่างกษัตริย์ พระองค์ก็ไม่ต้องออกผนวชใช่หรือไม่ ถ้าเราพอใจเราจะหยุดใช่หรือไม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ลุงคิดซ้ำไปซ้ำมาในเรื่องนี้ สุดท้ายได้คำตอบว่า การพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ไม่น่าจะใช่แนวทางที่ดี ทางที่ดีกว่าคือ การคิดบวกในทุกเรื่อง การมองโลกในมุมที่จะทำให้เรามีความสุข คนเราจำเป็นต้องมองไปข้างหน้า เพื่อหาสิ่งที่ดีกว่าให้กับตัวเอง แต่เราก็ไม่ควรเอาชีวิตของเราไปอยู่ในอนาคต เช่น คนบางคนทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่หามรุ่งหามค่ำ ไม่ยอมหยุดพัก โดยหวังว่าในอนาคตจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายจากเงินที่เก็บได้ในวันนี้ การทำอย่างนี้สุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่ได้สบายอย่างที่เราคิดไว้ก็ได้   สิ่งที่เราควรทำคือมีความสุขกับสิ่งที่เรามี เรามีเงินเท่านี้เราก็มีความสุขได้ ความสุขต้องเกิดวันนี้ ตอนนี้เท่านั้น ความสุขไม่ได้เกิดจากเรามีอะไร แต่เกิดจากว่าตอนนั้น เราคิดอะไรอยู่มากกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;------****----------&lt;br /&gt;วันต่อมาก็ได้คุยกับป้าอีก คราวนี้ป้าส่งเมลล์ที่มีคำคมอยู่มากมายมาให้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วป้าก็บอกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;หัวใจของการเดินทาง ไม่ใช่อยู่ที่เป้าหมาย &lt;br /&gt;หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง มากกว่า&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้าบอกว่า ป้าจะบอกลุงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่นึกไม่ออก ป้าบอกว่า ถ้าลุงรีบรวย ลุงอาจจะไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อน ไม่ได้มีประสบการณ์สนุกๆในเรื่องต่างเลย แล้วสุดท้ายพอรวยไปลุงก็จะไม่ได้มีความสุขมากขึ้นเลย มีมากมายแต่ว่างเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่าเคยเป็นกันบ้างหรือเปล่าที่คำบางคำมันทำให้เรารู้สึกสว่างวาบในหัวเลย ถ้าเป็นคินดะอิจิก็คงจะบอกว่า "ปริศนาทุกอย่างไขกระจ่างแล้ว" คำคำนี้มันตอบปัญหาของเราได้ มันอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงอยากเปลี่ยนงานบ่อยๆ มันอธิบายได้ว่าทำไมเราเปลี่ยนงานแล้วเราอยากได้เงินเดือนเยอะๆ มันอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงเครียดอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเครียดตลอดเวลา เพราะเรารู้สึกว่ามันมีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะ มีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมากมาย เพราะเราคิดว่า ถ้าเรารู้มาก เราทำมากๆ มันจะทำให้เราประสบความสำเร็จเร็วขึ้น  แต่ในความเป็นจริงแล้วเรายังขี้เกียจ และก็ทำงานไม่ได้อย่างที่เราอยากได้ เราอ่านหนังสือไม่ได้เท่าที่เราต้องการ ใจหนึ่งก็อยากนั่งพัหผ่อนอย่างสบายใจ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าต้องทำงาน ต้องทำงาน เมื่อความต้องการของตัวเองมันขัดแย้งกันเอง สุดท้ายเราก็เครียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้เหมือนกับว่า ถ้าเราอยากทำอะไร เราก็จะบอกกับตัวเองว่า รอให้รวยก่อน ตอนนั้นอยากทำอะไรก็จะได้ทำ พอคิดแบบนั้นนานๆเข้า เราก็จะรู้สึกว่าพอรวยแล้วชีวิตเราจะเป็นสุขที่สุด ที่จริงแล้ว บางอย่างที่เราอยากทำ ไม่ต้องรวยเราก็ทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเข้าใจสาเหตุแล้ว เราก็เริ่มมองไปข้างหน้า อะไรที่เราควรทำละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งเป้าหมายว่าเราจะรวย แต่มองไปไกลอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เราไม่จำเป็นต้องรวยในเดือนหน้า หรือในปีหน้าหรอก ค่อยๆทำไปดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยอมรับความพ่ายแพ้มั่ง เราไม่จำเป็นต้องชนะตลอดเวลาหรอก ไม่จำเป็นต้องเหนือกว่าคนอื่น การเป็นคนแพ้ไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้ความสุขของเราน้อยลงเลย คงต้องเล่นเกมส์มากขึ้น ผมไม่ชอบเล่นเกมส์ เพราะผมไม่อยากแพ้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากทำอะไรก็ลงมือทำเลย ผลงานที่สร้างออกมาก็ไม่จำเป็นต้อง perfect เป็นนิสัยที่ต้องแก้ เพราะบางครั้งเราไม่กล้าลงมือทำอะไรเพราะกลัวว่าผลงานจะมีจุดบกพร่อง ซึ่งที่จริงแล้ว ทุกผลงานย่อมมีจุดบกพร่องเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยอมรับในความไม่สมบูรณ์ของสิ่งต่างๆ ยอมรับมัน อย่าไปคาดหวังกับสิ่งต่าง กับคนต่างๆมากจนเกินไป เราเป็นเพียงผู้สัมผัสโลก มิใช่ผู้กำหนดความเป็นไปของโลก เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่เราต้องการหรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล่อยให้อนาคตเป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า  &lt;br /&gt;ถามว่า ทำไมผมไม่ค่อยจีบใคร&lt;br /&gt;ตอบ เพราะผมคิดมาก แค่จะเริ่มจีบใครสักคน จะมองไปไกลถึงขนาดที่ว่า ตอนแต่งงานจะเป็นอย่างไร จะอยู่ด้วยกันได้มั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย&lt;br /&gt;เดินให้ช้าลงหน่อย สนุกกับทุกช่วงเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-------****---------&lt;br /&gt;ในการเดินทางทุกครั้ง ผมชอบที่จะเดินทางตอนกลางวัน และพยายามที่จะไม่หลับ เพราะผมชอบที่จะนั่งมองข้างทาง มองชัวิตคน มองบ้านเรือน ต้นไม้ป่า เขา แต่การเดินทางในชีวิตทำไมผมจึงไม่ได้มองมันอย่างเต็มที่ คงต้องผ่อนคันเร่งของชีวิตลง เพื่อจะเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดขึ้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-8372523234678927597?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/8372523234678927597/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=8372523234678927597' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/8372523234678927597'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/8372523234678927597'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/06/blog-post_23.html' title='เดินช้าลงหน่อย ดีมั้ย'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5734288911826985774.post-3505112042800151275</id><published>2007-06-15T09:50:00.000-07:00</published><updated>2007-06-15T09:50:30.718-07:00</updated><title type='text'>จุดเริ่มต้น</title><content type='html'>ในแต่ละวันคนเรามีความคิดเกิดขึ้นมากมาย บางอย่างก็ไร้สาระ บางอย่างก็มีประโยชน์ แต่ส่วนมากแล้วมันจะหายไปหลังจากที่เราคิดถึงมันไม่นาน เพราะเราไม่ได้บันทึกมันไว้ ผมจึงอยากจะใช้ blog ความคิดในช่วงเวลานี้เอาไว้ ซึ่งมันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผมเอง ในอนาคตที่จะย้อนกลับมาดูตัวเองในวัย 25 และจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่มาอ่าน blog นี้ที่จะได้มองโลกในอีกมุมหนึ่ง ผมมองไม่เหมือนคุณ คุณมองไม่เหมือนผม แต่มุมมองของเราจะเป็นประโยชน์ต่อกันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตั้งชื่อ blog ว่า &lt;a href="mailto:mr.nu@maxma"&gt;mr.nu@maxma&lt;/a&gt; เสมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของตัวเอง mr.nu หมายถึงตัวผมเอง และ maxma เป็นชื่อบริษัทแรกที่ผมตั้งขึ้น อันที่จริงมันไม่ใช่บริษัทหรอก เป็นกิจการที่มีเจ้าของคนเดียว ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็มีงานเพียงอย่างเดียวที่ทำคือ สร้าง website ให้กองช่างเทศบาลนครพิษณุโลก ตั้งแต่สมัยตอนที่ผมรับงานเป็น Freelance ที่ต้องตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า การที่เราจะรับงานจากราชการมาทำได้นั้นเราจำเป้นต้องมีหมายเลขผู้เสียภาษี และทางเดียวที่จะมีได้ก็คือการไปจดทะเบียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมใช้คำว่า maxma ก็เพราะจะเริ่มกลับมาทำกิจการของตัวเองอีกครั้ง อันที่จริงมันก็ไม่ใช่ของผมคนเดียวหรอก เพราะจะมีเพื่อนมาช่วยกันทำ ตอนนี้ก็ได้ 3 คนแล้วละ อนาคตก็อาจจะมีมาเพิ่มเติมอีก งานที่รับเป็นหลักจะเป็นงานทางด้านการพัฒนาโปรแกรม แต่ก็มีรับพัฒนาอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์บ้าง เนื่องมาจากว่า เพื่อนมาจ้างทำ และมองไปในอนาคตผมเองก็อยากมีโรงงานที่ทำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ก็เลยรับทำ&lt;br /&gt;คนเรามันต้องเดินตามหาความฝัน และหวังว่าความฝันครั้งนี้จะเป็นจริง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5734288911826985774-3505112042800151275?l=mr-nu.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mr-nu.blogspot.com/feeds/3505112042800151275/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5734288911826985774&amp;postID=3505112042800151275' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/3505112042800151275'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5734288911826985774/posts/default/3505112042800151275'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mr-nu.blogspot.com/2007/06/blog-25-blog-blog-mr.html' title='จุดเริ่มต้น'/><author><name>mr-nu-shot</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09507588723039525989</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
