มีคนถามผมว่า วันเกิดปีนี้ อยากได้อะไรเป็นของขวัญ เขาถามผมหลายครั้ง แต่ผมก็ตอบได้เพียง ไม่รู้
ชีวิตผมเกิดมาไม่ได้มีพร้อมไปทุกอย่าง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอยากได้อะไร
ตอนเด็กเพื่อนมีรถมอเตอร์ไซต์ ผมก็ไม่สนใจ ไม่ได้อยากไปเที่ยวที่ไหน ไม่สนใจเครื่องแต่งกาย
เพราะแต่งไม่เป็น ไม่อยากได้ของประดับอะไร เพราะรู้สึกว่ามีหรือไม่มี ก็ไม่เห็นต่างกัน
อาจจะเป็นเพราะผมรู้ว่า ถึงอยากได้ ก็ไม่มีโอกาสได้ ก็เลยไม่สนใจมันเลยดีกว่า
ณ ตอนนี้ผมก็คงต้องกลับมานั่งทบทวนแล้วละ ว่าผมต้องการอะไรบ้าง
คนที่รู้จักทุกผมทุกคน ก็คงจะรู้ว่าผมเป็นคนคิดมาก คาดหวังสูง มีเงื่อนไขในชีวิตมากมาย
เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่สามารถคบใครได้นานเลย เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก
ผมก็จะรู้สึกว่าคนนั้นอาจจะไม่ใช่คนที่สามารถอยู่กับผมได้ตลอดไป
บางคน ผมก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาเลย เพียงเพราะเขาไม่เข้าเงื่อนไขที่เราตั้งไว้
และบางคนผมก็เดินจากเขามาเพียงเพราะเขาไม่เข้าเงื่อนไขของผม
และที่สำคัญ ทำไมผมไม่เคยเสียใจ หรือเสียดายเลย
ผมเป็นเหมือนคนที่ไม่มีหัวใจ
ผมเป็นเหมือนเจ้าสาวที่กลัวฝน กลัวว่าอนาคตจะไม่เป็นเหมือนที่คาดไว้
แล้วในช่วงเวลาหนึ่งเมื่อไม่นาน ชีวิตผมเปิดรับคนคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต
เขาเข้ากับผมได้ดี ทั้งด้านทัศนคติ และการใช้ชีวิต
เขาชอบผมในแบบที่ผมชอบตัวผมเอง
เขามองเห็นความหล่อในแบบที่คนอื่นมองไม่เห็น
และที่สำคัญ เขาเป็นคนที่เชื่อว่า ผมจะสร้างฝันของผมให้เป็นจริงได้
แต่ที่เขาต่างจากคนอื่นก็คือ
เขามีหลายอย่างที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขของผม แต่ผมก็ยังเปิดรับเขาเข้ามาในชีวิต
ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ที่ทำให้ผมมองเห็นว่า เราอาจจะไปด้วยกันได้
แต่แล้วเรื่องราวเหมือนจะดำเนินไปในแนวทางเดิม คือผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่า
เราจะไปด้วยกันได้จริงๆเหรอ ทำไมผมจึงไม่รู้สึกเสียใจเลยถ้าเขาจะเดินจากไป
สิ่งที่ผมกลัวคือกลัวทำเขาเสียใจ หรือว่าคนคนนี้จะไม่ใช่
ผมครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่เกือบอาทิตย์ คิด คิด และคิด หาคำตอบให้ตัวเอง ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไป
ผมถามตัวเองว่า เขามีข้อเสียอะไรหรือเปล่า คำตอบที่ได้คือไม่มี ทุกอย่างเป็นอะไรที่ลงตัว
แล้วทำไมผมจึงรู้สึกแบบนั้นละ มีคำตอบมากมาย ออกมาแต่ก็ไม่รู้ว่ามันใช่จริงๆหรือเปล่า
ช่วงเวลาที่ผมคิด เขาก็คิดเหมือนกัน เหตุการณ์เหมือนจะดำเนินมาถึงจุดที่ต้องกลับไปยังทางเดิมของตัวเอง
แต่หลังจากได้คุยกันอย่างจริงจัง เขาทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น และผมก็รู้ว่ามีคนเข้าใจผมยืนอยู่ข้างๆ
เขาบอกว่าผมเป็นคนที่กลัวการผิดหวัง จึงรีบถอนตัวเพราะว่ากลัวการเสียใจ
เขาบอกผมว่า ให้ลองเดินด้วยกันไปจนสุดทางก่อน ถ้ามันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่
เขาบอกให้ผมลองเปิดใจ
เขาพร้อมจะเดินจากไป ถ้าผมไม่เลือกเขา
ไม่ว่าใครก็คงรู้สึกดี ถ้ามีคนพยายามที่จะเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น
และโดยเฉพาะกับผม ซึ่งจิตใจมันซับซ้อน และคิดว่าตัวเองเข้าใจตัวเองแล้ว
มุมมองที่เขามอบให้กับผม ช่วยให้ผมทิ้งภาระบางอย่างในจิตใจออกไป
และเปิดมุมมองใหม่ที่จะมีความสุขกับชีวิต
ของขวัญคือสิ่งพิเศษ ที่ผู้คนมอบให้กัน ในวาระต่างๆ โดยหวังว่าของขวัญจะทำให้ผู้รับรู้สึกดี
ถ้าผลลัพธ์ของขวัญคือ การรู้สึกดี เขาคนนี้ก็เหมือนเป็นของขวัญของชีวิตผม
เรื่องราวในอนาคต จะลงเอยอย่างไร ผมก็ไม่รู้
แต่ที่รู้ ผมดีใจที่ได้ของขวัญชิ้นนี้
วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
อุปสรรค คือ ของขวัญ
ความหมายของคำว่า วิตกจริต คือ การวิตกกังวลกับสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น จนมากกว่าปกติ
ผมเพิ่งจะสำนึกว่าตัวเองมีอาการนี้ เมื่อเราผ่านเหตุการณ์ที่ยากลำบากมาได้แล้ว
เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้รับมอบหมายงานจากหัวหน้าให้รับผิดชอบงานๆหนึ่ง
ซึ่งต้องได้รับการเทรนด้วยอาจารย์ที่มาจากต่างชาติ
แน่นอนว่าเขาไม่ได้สอนผมด้วยภาษาไทย
และที่แน่นอนยิ่งกว่าคือผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้
ความวิตกจริตอันแรกของผมก็คือกลัวว่าจะเรียนกับเขาไม่รู้เรื่อง
คิดมากจนอยากจะลาออก แต่สถาณการณ์ก็จวนตัว ลาออกไม่ทันก็เลยต้องไปเรียน
แต่ก็ไปเรียนได้ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง อาจารย์ถามอะไรก็ตอบแค่ yes กับ no
เป็นการเรียนที่อาจารย์สอนอย่างสบายๆ เพราะลูกศิษย์ไม่เคยถามเลย
ไม่ใช่เพราะเก่ง แต่ไม่รู้จะสร้างประโยคอย่างไร
สุดท้ายก็อบรมจบแบบงูๆปลาๆ
แต่พอเจ้าของบริษัทถาม ก็ตอบแบบเอาตัวรอดว่า เข้าใจครับ
หลังจากเทรนแล้วสองเดือน ความวิตกจริตอันที่สองของผมก็ตามมา
ผมต้องไปทำงานจริง เป็นครั้งแรก สิ่งที่ต้องทำคือแก้ไข config ของระบบนิดหน่อย
ไม่ยากอะไรเลย แต่สิ่งที่สร้างความเครียดให้กับผมคือ เป้าหมายรอง ซึ่งก็คือ
การสร้างความน่าเชื่อให้กับลูกค้า ซึ่งก็คือ dtac ผมจะทำให้เขาเชื่อถือได้อย่างไรละ
เมื่อผมยังไม่เชื่อตัวเองเลย ที่เทรนมาก็ลืมไปหมดแล้ว ก็ทิ้งช่วงซะสองเดือน
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเครียดมากมาย กลัวจะทำเจ้าของบริษัทเสียชื่อ กลัวโดนด่า
กลัวไปต่างต่างนานา เครียดจนกินข้าวไม่ได้
ตามธรรมชาติของผมแล้ว เมื่อกดดัน ผมก็จะวิ่งหนี วิ่งหาตำแหน่งที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพื่อหนีจากความกดดันผมก็เลยพยายามหาความคิด เพื่อที่จะทำให้ตัวเองสบายใจ
ก็ได้ความคิดต่างๆมามากมาย ได้ไอเดียในการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้มานาน แต่ไม่เคยเอามาใช้
อย่างเช่น ความเครียดครั้งนี้ มันเกิดมาจากการที่เราเป็นคนที่คาดหวังสูง หวังความสมบูรณ์แบบของ
ทุกสิ่งอย่าง สิ่งนี้มันมากดดันตัวเราเอง ต้องคอยระวังทุกอย่าง เพราะกลัวทุกอย่างจะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ
เราคิดถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ทำจนมันติดเป็นนิสัย
สิ่งที่เราทำก็คือ เลิกคาดหวัง เวลามีความวิตกกังวล ก็แค่บอกตัวเองให้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วอะไรที่นอกเหนือจากนั้น
ก็บอกกับตัวเองว่าช่างมัน อย่างมากที่สุดก็แค่โดนไล่ออกจากบริษัท มันไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย
ตามทฤษฎีของเราแล้ว เมื่อจิตใจสบายความคิดดีๆจะออกมาเอง
บางครั้งแค่พูดคำว่า ช่างมัน ช่างมัน ช่างมัน ก็ทำให้เราสบายใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สุดท้ายแล้วเรื่องต่างๆมันก็ไม่ร้ายแรงเหมือนที่เราคิดไว้
และท้ายที่สุดจริงๆ อุปสรรคก็ทำให้เราได้ค้นพบสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตเรา
เพราะเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า บางครั้ง อุปสรรคก็คือของขวัญที่ใครสักคนให้เรามา เพื่อนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
ผมเพิ่งจะสำนึกว่าตัวเองมีอาการนี้ เมื่อเราผ่านเหตุการณ์ที่ยากลำบากมาได้แล้ว
เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้รับมอบหมายงานจากหัวหน้าให้รับผิดชอบงานๆหนึ่ง
ซึ่งต้องได้รับการเทรนด้วยอาจารย์ที่มาจากต่างชาติ
แน่นอนว่าเขาไม่ได้สอนผมด้วยภาษาไทย
และที่แน่นอนยิ่งกว่าคือผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้
ความวิตกจริตอันแรกของผมก็คือกลัวว่าจะเรียนกับเขาไม่รู้เรื่อง
คิดมากจนอยากจะลาออก แต่สถาณการณ์ก็จวนตัว ลาออกไม่ทันก็เลยต้องไปเรียน
แต่ก็ไปเรียนได้ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง อาจารย์ถามอะไรก็ตอบแค่ yes กับ no
เป็นการเรียนที่อาจารย์สอนอย่างสบายๆ เพราะลูกศิษย์ไม่เคยถามเลย
ไม่ใช่เพราะเก่ง แต่ไม่รู้จะสร้างประโยคอย่างไร
สุดท้ายก็อบรมจบแบบงูๆปลาๆ
แต่พอเจ้าของบริษัทถาม ก็ตอบแบบเอาตัวรอดว่า เข้าใจครับ
หลังจากเทรนแล้วสองเดือน ความวิตกจริตอันที่สองของผมก็ตามมา
ผมต้องไปทำงานจริง เป็นครั้งแรก สิ่งที่ต้องทำคือแก้ไข config ของระบบนิดหน่อย
ไม่ยากอะไรเลย แต่สิ่งที่สร้างความเครียดให้กับผมคือ เป้าหมายรอง ซึ่งก็คือ
การสร้างความน่าเชื่อให้กับลูกค้า ซึ่งก็คือ dtac ผมจะทำให้เขาเชื่อถือได้อย่างไรละ
เมื่อผมยังไม่เชื่อตัวเองเลย ที่เทรนมาก็ลืมไปหมดแล้ว ก็ทิ้งช่วงซะสองเดือน
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเครียดมากมาย กลัวจะทำเจ้าของบริษัทเสียชื่อ กลัวโดนด่า
กลัวไปต่างต่างนานา เครียดจนกินข้าวไม่ได้
ตามธรรมชาติของผมแล้ว เมื่อกดดัน ผมก็จะวิ่งหนี วิ่งหาตำแหน่งที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพื่อหนีจากความกดดันผมก็เลยพยายามหาความคิด เพื่อที่จะทำให้ตัวเองสบายใจ
ก็ได้ความคิดต่างๆมามากมาย ได้ไอเดียในการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้มานาน แต่ไม่เคยเอามาใช้
อย่างเช่น ความเครียดครั้งนี้ มันเกิดมาจากการที่เราเป็นคนที่คาดหวังสูง หวังความสมบูรณ์แบบของ
ทุกสิ่งอย่าง สิ่งนี้มันมากดดันตัวเราเอง ต้องคอยระวังทุกอย่าง เพราะกลัวทุกอย่างจะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ
เราคิดถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ทำจนมันติดเป็นนิสัย
สิ่งที่เราทำก็คือ เลิกคาดหวัง เวลามีความวิตกกังวล ก็แค่บอกตัวเองให้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วอะไรที่นอกเหนือจากนั้น
ก็บอกกับตัวเองว่าช่างมัน อย่างมากที่สุดก็แค่โดนไล่ออกจากบริษัท มันไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย
ตามทฤษฎีของเราแล้ว เมื่อจิตใจสบายความคิดดีๆจะออกมาเอง
บางครั้งแค่พูดคำว่า ช่างมัน ช่างมัน ช่างมัน ก็ทำให้เราสบายใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สุดท้ายแล้วเรื่องต่างๆมันก็ไม่ร้ายแรงเหมือนที่เราคิดไว้
และท้ายที่สุดจริงๆ อุปสรรคก็ทำให้เราได้ค้นพบสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตเรา
เพราะเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า บางครั้ง อุปสรรคก็คือของขวัญที่ใครสักคนให้เรามา เพื่อนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)