วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
สิ่งที่สำคัญกว่าเงินเดือน
หลังจากที่คุยกันในสาระแล้ว ก้มีการคุยกันเล่นๆ
ก็มีการถามกันว่า ปีที่แล้วเงินเดือนขึ้นกันเท่าไร
มีพี่ที่เป็นซีเนียร์คนหนึ่ง บอกว่าบริษัทจะขึ้นเงินเดือนให้ร้อยยี่สิบ แต่พี่แกบอกว่า ไม่เอา
แล้วพี่เค้าก้อพูดต่อว่า เงินเดือนไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดหรอกนะ
พี่แกเล่าให้ฟังว่า พี่แกเคยทำงานด้วยเงินเดือน 13000 อยู่ 4 ปี โดยที่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย
แต่ที่ทนทำอยู่ได้ เพราะพี่แกชอบสไตล์การทำงานของหัวหน้า ชอบบรรยากาศที่ทำงาน
ตอนนั้นพี่แกก็คิดว่าเงินเดือนสำคัญที่สุด แต่พอพี่เค้าย้ายบริษัทมาอยู่บริษัทใหม่ที่เงินเดือนสูงมากๆ แต่ทำได้ปีเดียวก็ลาออก
พี่เค้าแนะนำว่า ว่าจะเลือกงานที่เราทำแล้วสบายใจดีกว่าเลือกงานที่เงินเดือนสูงๆ แล้วอยู่อย่างเคร่งเครียด
เราก็น้อมรับ เอามาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการหางานใหม่ของเราเอง
ความยุติธรรม
ตามด้วยขับรถพุ่งชนผู้โดยสารที่รอรถอยู่บนฟุตบาท
เหตุการณ์จบลงด้วย ตาย 1 บาดเจ็บมากมาย และน้องหมูแฮมกายเป็น "หงิก" ไม่สามารถขยับร่างกายได้
เรื่องราวบานปลายเพราะคุณพ่อของน้องหมูแฮม ไปพูดในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า
น้องหมูแฮมโดนรังแก จากพวกชนชั้นล่าง ไร้การศึกษา
ซึ่งมันก็ก่อให้เกิดกระแส ในหมู่ชนชั้นล่างที่เล่นเว็บ
เหล่าชนชั้นล่างกำเรียกร้องหาความยุติธรรม
ที่ฟังตอนแรก ผมไม่คิดอะไรมาก แต่รู้สึกว่ากระแสมันแรงมาก เมื่อตอนเข้าไปอ่านกระทู้ในพันทิพย์
กระทู้น้องหมูแฮมมีเกือบ 20 กระทู้
ขึ้นกระทู้แนะนำ 5 กระทู้
แต่ละกระกระทู้คนตอบเป็นร้อย
ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ
"ยังไงมันก็รอด"
เพราะพ่อมันรวย
แม่มันเป็นนางงาม
ลุงมันเป็น พลตำรวจตรี
ความยุติธรรมเป็นแค่ภาพลวงตา เอาไว้หลอกคนให้อยู่กันอย่างสงบสุข
อย่างอเมริกา ประเทศที่ถือว่ามีประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง
แต่คดีที่คนเห็นกันทั้งโลกว่ามันผิด อย่างคดีโอเจซิมซัน มันก็ยังรอดได้
แล้วจะเอาอะไรกับประเทศไทย
ลองมองในมุมกลับกันนะ
ถ้าคุณเป็นพ่อของน้องหมูแฮม คุณจะยอมปล่อยให้ลูกตัวเองติดคุกหรือเปล่า
และในทำนองเดียวกันถ้าสมมุติว่า พ่อน้องหมูแฮม ถูกคนอื่นเอารถมาชนบ้าง พ่อน้องหมูแฮมก็จะอ้างว่า เพื่อความยุติธรรม คนขับรถจะต้องติดคุก
แล้วสมมุติว่า คนที่เรียกร้องหาความยุติธรรมกันอยู่ตอนนี้ บังเอิญเป็นคนขับรถชนเอง และบังเอิญว่าพ่อรวยด้วย คุณคิดว่าเค้าจะรักความยุติธรรมจนยอมติดคุกหรือเปล่า
เคยมีหนังสือเล่มหนึ่งบอกไว้ว่า "อย่าพยายามแสวงหาความยุติธรรมเลย เพราะมันไม่มีอยู่จริง"
สิ่งที่มีอยู่จริงคือ การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างลงตัว
อ่านมาถึงตรงนี้ คงคิดว่าผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย แต่ความจริงแล้วมันเป็นการมองโลกในแง่ดีอีกมุมหนึ่ง
เพราะถ้าผมมองโลกว่า มันสวยงาม อยู่เสมอ ผมก็จะต้องผิดหวัง และคอยหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา
การมองโลกในแง่ดี ตามความหมายของผม คือ เข้าใจในสิ่งทีเป็นจริง แล้วมีความสุขกับสิ่งดีๆที่มีอยู่
Live and learn : อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่หวัง
วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
Good will hunting
เค้าเล่าถึงหนังเรื่องหนึ่งให้ฟัง บอกว่ามันเป็นเรื่องที่สุดยอดมาก ชื่อของหนังคือ Good will hunting
รุ่นพี่พยายามแปลชื่อหนังเป็นภาษาไทย "ค้นหาสิ่งที่ดีกว่า"
กว่าผมจะได้ดูหนังเรื่องนี้ ก็ประมาณตอนเรียนมหาลัยปี 2
หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ได้รางวัลออสก้า เขียนบทโดยพระเอก 2 คนคือ แมท เดม่อน กับ เบน แอฟเฟค
และเป็นธรรมดาของหนังรางวัลออสก้า ที่มักจะดูไม่ค่อยรู้เรื่อง -- แต่เรื่องนี้ผมชอบ
หลังจากดูเรื่องนั้น 3 ปี ผมก็ได้ไปเจอเว็บที่วิจารณ์หนังเรื่องนี้ในเชิงจิตวิทยา ผมก็เลยอยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เพราะมันให้ข้อคิดที่น่าสนใจ
http://www.mahidol.ac.th/mahidol/ra/rapc/v4449.html
พระเอกของเรื่องนี้ ชื่อว่า Will Hunting เป็นคนที่โครตๆเก่ง สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลตั้งไว้ โดยใช้เวลาแค่ ไม่เกิน 5 นาที ในขณะที่ศาสตราจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ของ MIT ทั้งภาคต้องช่วยกันคิดเป็นเวลา 2 ปี พระเอกของเราน่าจะได้ไปทำงานกับองค์การนาซ่า แต่ในเรื่อง พระเอกเป็นภารโรงทำงานใน MIT ว่างๆก็ไปรับจ๊อบทำงานก่อสร้าง เย็นๆมาก็ไปก๊งเหล้ากับเพื่อนชั้นล่างด้วยกัน และก็มีเรื่องชกต่อยเป็นประจำ
ในตอนที่พระเอกแก้โจทย์คณิตศาสตร์ได้ ไม่มีใครเห็น แต่ก็มีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งพยายามค้นหา แล้วก็พบ แล้วก็เป็นจังหวะเดี๋ยวกับที่พระเอกไปมีเรื่องโดนตำรวจจับ ศาสตราจารย์ก็เลยยื่นข้อเสนอว่า ถ้าคุณอยากพ้นโทษ คุณต้องไปหาจิตแพทย์และ มาเป็นผู้ช่วยผม ซึ่งพระเอกก็ยอม ซึ่งก่อนหน้าที่จะโดนตำรวจจับ พระเอกเราก็ดันไปโชว์ความเก่งต่อหน้านักศึกษาแพทย์สาวสวย แล้วนักศึกษาแพทย์คนนั้นก็ดันเป็นนางเอกซะด้วย
ตัวเอกในเรื่องก็มี ศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ จิตแพทย์(คนนี้ได้รางวัลออสก้า) พระเอกเป็นภารโรง และนางเอกเป็นนักศึกษาแพทย์
ฉากที่จิตแพทย์ ทำการรักษา will โดยการพูดคุย ก็จะทำให้ผู้ชมได้รับรู้เรื่องราวและปมต่างๆของ will will เป็นเด็กกำพร้าถูกพ่อแม่ทิ้ง และก็ถูกพ่อแม่บุญธรรมทำร้าย will ลึกๆภายในของ will จึงกลัวการถูกทอดทิ้ง will สร้างเกราะป้องกันตัวเองโดยไม่ยอมคบใครอย่างจริงๆจัง will ถือคติที่ว่า ถ้าไม่อยากถูกทิ้งก็จงทิ้งคนอื่นก่อน will ไม่ยอมเอาตัวเข้าไปผูกพันธ์กับสิ่งต่างๆอย่างจริงจัง เพราะกลัวจะสูบเสียมันไป โลกของ will จึงมีแต่หนังสือ เพราะ will เรียนรู้สิ่งต่างๆผ่านหนังสือ
ในระหว่างการบำบัดนั้น will ได้เผยความในใจว่าเขาชอบ สกายลาร์ (นิสิตแพทย์) เธอเป็นคนพิเศษกว่าที่ผ่านๆมา แต่เขาก็กลัวว่ามันจะจบลงเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา จิตแพทย์จึงกระตุ้นให้ will โทรไปนัดสกายลาร์ไปกินข้าว แต่ will กล่าวว่า การทำเช่นนี้จะทำให้เขาเห็นความไม่สมบูรณ์ในตัวเธอและจะจบลงด้วยการเลิกกันเหมือนที่ผ่านๆมา
จิตแพทย์จึงพูดขึ้นมาว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะดำเนินชีวิตอยู่ โดยปราศจากการเรียนรู้และรู้จักคนอื่น แล้วเขาก็พูดถึงข้อเสียของภรรยาของเค้า จากนั้นเขาก็ให้ข้อคิดว่า
ไม่มีใครที่สมบูรณ์เพียบพร้อม แต่ละฝ่ายจะต้องรู้จักยอมรับในความไม่สมบูรณ์หรือความบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่งแต่ละฝ่ายก็ต้องพร้อมที่จะเปิดเผยข้อบกพร่องของตัวเองให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ด้วย และนั่นคือที่มาของความใกล้ชิดผูกพันธ์
ความสัมพันธ์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อต่างฝ่ายต่างเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเท่านั้น
เรื่องมันก็ดำเนินต่อไป จนพระเอกยอมตามนางเอกไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง ยอมไปทำงานที่ดีขึ้น
----- **** -----
มีข้อคิด 2 อย่างที่ผมได้จากเรื่องนี้
อย่างแรก เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคน เราต้องไม่พยายามหวังว่า คนอื่นจะเป็นคนแบบที่เราอยากให้เป็น เขามีข้อเสีย และเราก็ต้องยอมรับให้ได้ และในทำนองเดียวกัน ถ้าเรามีข้อด้อยอะไร ก็ไม่ควรต้องปกปิด เพราะถ้าเพื่อนเราเขารับไม่ได้ เขาก็ไม่ควรเป็นเพื่อนเรา เหมือนกัน ความจริงใจจะเกิดก็ต่อเมื่อไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน
อย่างที่สอง คือ ความกลัวแบบที่ will มีเราก็มีกันทั้งนั้น มากบ้าง น้อยบ้าง แต่เรามักจะไม่ค่อยรู้จักตัวเองกัน พยายามหนี แบบที่ will หนี แต่อาจจะในรูปแบบที่ต่างกัน
กลัวที่จะเริ่มทำสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันมีโอกาสที่จะผิดพลาด
กลัวที่จะเริ่มสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันยังเป็นแผนการณ์ที่ไม่สมบูรณ์
เมื่อเรากลัวมากไป เราจึงพลาดโอกาสดีๆมากมาย
ณ วินาทีนี้เรามีความทุกข์หรือเปล่า
ระหว่างเดินทางกลับหอ ก็หาวิธีแก้ปัญหาไปด้วย แล้วก็เกิดอาการปวดหัวขึ้นอย่างแรง
ก็เลยบอกให้ตัวเองหยุดคิด ทำใจให้สบาย และระหว่างที่กำลังพยายามปล่อยใจให้สบายอยู่นั้น
ความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นมา ณ เวลานี้เราไม่เจ็บปวดอะไรเลย ร่างกายเราแข็งแรงดี แต่ทำไมเราจึงรู้สึกทรมานละ
ที่เราทรมานก็เพราะเรากำลังกังวลถึงงาน กลัวว่างานจะไม่เสร็จตามกำหนด
ก็เลยมาลองคิดดู หลายครั้งที่เราเครียดมากๆ เพราะเราไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน เรามองไปถึงอนาคต และกังวลไปกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นวิธีหนึ่งในการคลายเครียด ก็คือการลืมทุกอย่าง อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดไป
และตามความเป้นจริงแล้ว เราไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีตอนที่เรากำลังเครียดหรอกนะ
บางทีมันอาจจะดีกว่า ถ้าเราจะพึ่งโชคชะตาบ้าง
วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
อย่ารีบกินมาแชลโล่
เคยอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า "อย่ารีบกินมาแชลโล่" มาแชลโลก็เป็นขนมชนิดหนึ่งที่เด็กๆในอเมริกาชอบกินกัน ในประเทศไทยเองก็นำเข้ามาขายหลายปีละ เนื้อเรื่องจะกล่าวถึงการทดลองทางจิตวิทยาอันหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยการให้พี่เลี้ยงพาเด็กเข้ามาในห้อง ที่มีขนมมาแชลโล วางอยู่ แล้วพี่เลี้ยงจะบอกกับเด็กว่าจะออกไปข้างนอก และให้เด็กนั่งรออยู่ในห้อง และถ้าตอนที่พี่เลี้ยงกลับมาเด็กยังไม่ได้กินมาแชลโล่ พี่เลี้ยงจะให้มาแชลโล่อีก 1 ชิ้น การทดลองนี้เป็นทำการทดลองกับเด็กหลายร้อยคน และมีการติดตามผลในอีก 10 ปีและ 20 ปีต่อมา ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ว่า เด็กที่ไม่ได้กินมาแชลโล่ ประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่กินมาแชลโล่ จากจำนวนเด็กที่อยู่ในการทดลองจำนวนหลายร้อยคน สามารถบอกได้ว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาด หรือสภาพแวดล้อมอื่นเลย แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถควบคุมจิตใจของเราได้แค่ไหน เราสามารถยืดระยะความพอใจออกไปได้แค่ไหน คนบางคนรีบคว้าเอาโอกาสเล็กที่เข้ามาก่อน แต่ทำให้เค้าเสียโอกาสที่ใหญ่กว่าไป ถ้าเปรียบเป็นสำนวนไทยก็จะประมาณ "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" ถ้าให้ผมนึกตอนนี้ก็คงจะเป็นมะม่วง ที่ถ้าเรามีความอดทนไม่พอเราจะกินมันตั้งแต่มันยังอ่อนอยู่ เราจึงได้แต่รสชาติเปรี้ยว แต่ถ้าเราอดทนต่ออีกสักพักเราจะได้ความหอมหวานของมะม่วงสุก
เล่ารื่องนี้ เพราะผมก็เป็นเด็กที่รีบกินมาแชลโล่นั้นแหละ ตอนนี้มาแชลโล่ชิ้นใหญ่กำลังเข้ามาในชีวิต และผมต้องเลือกแล้วละ ว่าจะกินหรือจะรอ ปัญหานี้ไม่ยาก เพราะผมเลือกที่จะรอ ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ทำอย่างไรจึงจะรอได้ ตอนนี้ก็เลยได้แต่จินตนาการถึง "มาแชลโล่สองชิ้น"
นางมารร้าย
รู้ว่าเขามีแฟนเป็นรุ่นน้องอยู่คนหนึ่ง
เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็รู้ว่าเขาเลิกกับแฟน
อาทิตย์ต่อมาก็รู้ว่าเขามีแฟนเพื่อนโทรมาคุยด้วย น้องเค้าบอกว่าที่คุยด้วยเพราะความเหงา เราบอกให้เลิกดีกว่า แบบนี้มีแต่เสียกับเสีย
เมื่อวานนี้ น้องเค้าบอกว่า เป็นแฟนกับแฟนของเพื่อนแล้ว น้องเค้าบอกว่า เค้าชอบแฟนเพื่อนคนนี้ตั้งแต่รู้จักกันที่แล้ว เพราะขาวตี๋ถูกสเปค และก็มารู้ทีหลังว่าแฟนเพื่อนก็ชอบน้องเค้าเหมือนกัน แล้วตอนนี้แฟนเพื่อนก็ไปบอกเลิกกับเพือนของน้องเขาแล้ว
เพื่อนของน้องบอกกับน้องว่า ถ้ารักกันก็ไปเป้นแฟนกันเหอะ -- ประชด
เหตุการณ์หลังจากนั้น ก็มีเพื่อนคนอื่นๆของน้องเค้าโทรมาต่อว่า
เราก็บอกว่า ที่เราพยายามให้น้องเค้าเลิก เพราะว่าจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้แหละ
น้องเค้าบอกว่า หนูเป็นนางมารร้าย แต่คนรักกันมันผิดตรงไหน
นั่นสิ คนรักกันมันผิดตรงไหน
เคยสังเกตุกันบ้างรึป่าวว่า หนังไทยหลายๆเรื่อง พระเอกจะเป้นแฟนกับนางร้าย แล้วพระเอกก็ทิ้งนางร้ายมารักกับนางเอก
บางเรื่องนางเอกมีแฟนอยู่แล้ว แต่พระเอกก็ไปจีบเค้า บางทีก็ลวนลามบ้าง ปล้ำบาง
หรือจะลองไปฟังเพลง คนเลวที่รักเธอ แล้วดู mv ประกอบ
ความดีความเลว มันไม่มีจริงหรอก มันขึ้นอยู่กับว่าใครมอง และมองอย่างไรมากกว่า
บางเรื่องคนอื่นทำแล้วดูเลว แต่พอเราทำเองทำไมจึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้องไปได้ละ
บางครั้ง ก่อนที่เราจะกล่าวหาใคร ลองสมมุติว่าตัวเราเองเป็นเขาก่อนดีกว่ามั้ย
ใจเขาใจเรา
ผมเคยเห็นเรื่องนี้แบบนี้มาหลายครั้ง พยายามทำความเข้าใจ แล้วก็พยายามลืมมันไป ชีวิตใครชีวิตมัน พยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองละกัน
วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
สาเหตุของความยุ่งยาก
สิ่งที่มีบทบาทสำคัญในการสร้าง web apllication สมัยใหม่คือ ajax ซึ่งมีข้อดีอยู่หลายอย่าง แต่ข้อเสียของมันคือผู้ใช้ไม่สามารถ click back เพื่อกลับไปยังขั้นตอนก่อนนหน้าได้
จากปัญหาที่เราพบ เราพยายามหากระบวนการในการแก้ ซึ่งเราพบว่า ถ้าเราทำการเลียนแบบกระบวนการทำงานของ win app ก็จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ กระบวนการก็คือเมื่อผู้ใช้เลือกทำการ search โปรแกรมจะทำการสร้าง window เสมือนขึ้นมา 1 อัน เพื่อแสดงฟอร์มสำหรับการ search ซึ่งต่อไปเราจะเรียกว่า child window และจะสร้าง tab ขึ้นมา 1 อันลักษณะเหมือนการที่เราใช้โปรแกรม word ที่เมื่อเราเปิดไฟล์ 1 ไฟล์โปรแกรมก็จะสร้าง windows ขึ้นมา 1 อัน เมื่อเราเปิดไฟล์ที่ 2 โปรแกรมก็จะสร้าง window ขึ้นมาอีก 1 อัน โปรแกรมที่ผมออกแบบก็จะทำงานอย่างเดียวกันคือ เมื่อผู้ใช้ทำการ search โปรแกรมก็จะทำหารสร้าง child window ขึ้นมา 1 อัน และแสดง tab ไว้ และเมื่อผู้ใช้ต้องการดูรายละเอียดของการ search แต่ละอัน ก็ click ที่ child window นั้นได้เลย
นั้นคือความคิดเริ่มต้น หลังจากนั้นเราก็เริ่มคิดว่า ถ้ามีการ minimize child windows ได้ก็คงจะดีผู้ใช้จะได้เอาข้อมูลของรายการ 2 รายการมาเปรียบเทียบกันได้ พอคิดต่อไป แล้วถ้าผู้ใช้เปิด child windows ขึ้นมามากๆละ มันคงจะไม่ดีแน่ เพราะฉะนั้นเราก็น่าจะมีการ group child windows ในประเภทเดียวกันมาไว้ด้วย กัน แล้วหลังจากนั้น option ต่างก็เกิดขึ้นอีกมากมาย
เมื่อเราตั้งสติได้แล้ว ลองพิจารณาสิ่งต่างๆดู เราจะพบว่าถ้าเราไม่จำกัดความต้องการแล้ว เราจะไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้เลย การที่เราพยายามเพิ่ม option ต่างๆเข้าไปในโปรแกรมมากเกินไป จะทำให้โปรแกรมดูดี แต่สร้างได้ยากมาก และเมื่อมันสร้างได้ยาก โอการสที่มันจะประสบความสำเร็จ จะมีน้อยมาก
เพราะฉะนั้นในขั้นตอนของการทำงาน เราควรจะเลือกเอาเฉพาะคุณสมบัติที่สำคัญมาทำก่อน และ option อื่นๆค่อยทำใน version ต่อไป
ผมได้แนวคิดนี้มาจากความรู้ที่ว่า โปรแกรม database ทุกวันนี้มันไม่ได้ support SQL standard ทั้งหมดหรอก มีคนเขาบอกว่า ตอนที่มีการออกมาตรฐาน sql 97 database ยัง support SQL92 ยังไม่หมดเลย อย่าง MySQL เอง กว่าจะมี sub query ก็ตั้ง version 4 แล้ว นี่ถ้าเราลองสมมุติว่า คนที่สร้าง MySQL เป็นคนที่ต้องการอะไรที่ perfect แล้ว วันนี้เราก็คงยังไม่มี MySQL ให้ใช้แน่นอน
เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะลงมือทำอะไร ให้ถามว่าส่วนไหนสำคัญที่สุด แล้วเลือกทำตามลำดับความสำคัญ น่าจะดีกว่านะ