เมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ ม.5 รู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่เป็นคนไม่ค่อยปกติเท่าไร คิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น
เค้าเล่าถึงหนังเรื่องหนึ่งให้ฟัง บอกว่ามันเป็นเรื่องที่สุดยอดมาก ชื่อของหนังคือ Good will hunting
รุ่นพี่พยายามแปลชื่อหนังเป็นภาษาไทย "ค้นหาสิ่งที่ดีกว่า"
กว่าผมจะได้ดูหนังเรื่องนี้ ก็ประมาณตอนเรียนมหาลัยปี 2
หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ได้รางวัลออสก้า เขียนบทโดยพระเอก 2 คนคือ แมท เดม่อน กับ เบน แอฟเฟค
และเป็นธรรมดาของหนังรางวัลออสก้า ที่มักจะดูไม่ค่อยรู้เรื่อง -- แต่เรื่องนี้ผมชอบ
หลังจากดูเรื่องนั้น 3 ปี ผมก็ได้ไปเจอเว็บที่วิจารณ์หนังเรื่องนี้ในเชิงจิตวิทยา ผมก็เลยอยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เพราะมันให้ข้อคิดที่น่าสนใจ
http://www.mahidol.ac.th/mahidol/ra/rapc/v4449.html
พระเอกของเรื่องนี้ ชื่อว่า Will Hunting เป็นคนที่โครตๆเก่ง สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลตั้งไว้ โดยใช้เวลาแค่ ไม่เกิน 5 นาที ในขณะที่ศาสตราจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ของ MIT ทั้งภาคต้องช่วยกันคิดเป็นเวลา 2 ปี พระเอกของเราน่าจะได้ไปทำงานกับองค์การนาซ่า แต่ในเรื่อง พระเอกเป็นภารโรงทำงานใน MIT ว่างๆก็ไปรับจ๊อบทำงานก่อสร้าง เย็นๆมาก็ไปก๊งเหล้ากับเพื่อนชั้นล่างด้วยกัน และก็มีเรื่องชกต่อยเป็นประจำ
ในตอนที่พระเอกแก้โจทย์คณิตศาสตร์ได้ ไม่มีใครเห็น แต่ก็มีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งพยายามค้นหา แล้วก็พบ แล้วก็เป็นจังหวะเดี๋ยวกับที่พระเอกไปมีเรื่องโดนตำรวจจับ ศาสตราจารย์ก็เลยยื่นข้อเสนอว่า ถ้าคุณอยากพ้นโทษ คุณต้องไปหาจิตแพทย์และ มาเป็นผู้ช่วยผม ซึ่งพระเอกก็ยอม ซึ่งก่อนหน้าที่จะโดนตำรวจจับ พระเอกเราก็ดันไปโชว์ความเก่งต่อหน้านักศึกษาแพทย์สาวสวย แล้วนักศึกษาแพทย์คนนั้นก็ดันเป็นนางเอกซะด้วย
ตัวเอกในเรื่องก็มี ศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ จิตแพทย์(คนนี้ได้รางวัลออสก้า) พระเอกเป็นภารโรง และนางเอกเป็นนักศึกษาแพทย์
ฉากที่จิตแพทย์ ทำการรักษา will โดยการพูดคุย ก็จะทำให้ผู้ชมได้รับรู้เรื่องราวและปมต่างๆของ will will เป็นเด็กกำพร้าถูกพ่อแม่ทิ้ง และก็ถูกพ่อแม่บุญธรรมทำร้าย will ลึกๆภายในของ will จึงกลัวการถูกทอดทิ้ง will สร้างเกราะป้องกันตัวเองโดยไม่ยอมคบใครอย่างจริงๆจัง will ถือคติที่ว่า ถ้าไม่อยากถูกทิ้งก็จงทิ้งคนอื่นก่อน will ไม่ยอมเอาตัวเข้าไปผูกพันธ์กับสิ่งต่างๆอย่างจริงจัง เพราะกลัวจะสูบเสียมันไป โลกของ will จึงมีแต่หนังสือ เพราะ will เรียนรู้สิ่งต่างๆผ่านหนังสือ
ในระหว่างการบำบัดนั้น will ได้เผยความในใจว่าเขาชอบ สกายลาร์ (นิสิตแพทย์) เธอเป็นคนพิเศษกว่าที่ผ่านๆมา แต่เขาก็กลัวว่ามันจะจบลงเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา จิตแพทย์จึงกระตุ้นให้ will โทรไปนัดสกายลาร์ไปกินข้าว แต่ will กล่าวว่า การทำเช่นนี้จะทำให้เขาเห็นความไม่สมบูรณ์ในตัวเธอและจะจบลงด้วยการเลิกกันเหมือนที่ผ่านๆมา
จิตแพทย์จึงพูดขึ้นมาว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะดำเนินชีวิตอยู่ โดยปราศจากการเรียนรู้และรู้จักคนอื่น แล้วเขาก็พูดถึงข้อเสียของภรรยาของเค้า จากนั้นเขาก็ให้ข้อคิดว่า
ไม่มีใครที่สมบูรณ์เพียบพร้อม แต่ละฝ่ายจะต้องรู้จักยอมรับในความไม่สมบูรณ์หรือความบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่งแต่ละฝ่ายก็ต้องพร้อมที่จะเปิดเผยข้อบกพร่องของตัวเองให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ด้วย และนั่นคือที่มาของความใกล้ชิดผูกพันธ์
ความสัมพันธ์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อต่างฝ่ายต่างเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเท่านั้น
เรื่องมันก็ดำเนินต่อไป จนพระเอกยอมตามนางเอกไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง ยอมไปทำงานที่ดีขึ้น
----- **** -----
มีข้อคิด 2 อย่างที่ผมได้จากเรื่องนี้
อย่างแรก เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคน เราต้องไม่พยายามหวังว่า คนอื่นจะเป็นคนแบบที่เราอยากให้เป็น เขามีข้อเสีย และเราก็ต้องยอมรับให้ได้ และในทำนองเดียวกัน ถ้าเรามีข้อด้อยอะไร ก็ไม่ควรต้องปกปิด เพราะถ้าเพื่อนเราเขารับไม่ได้ เขาก็ไม่ควรเป็นเพื่อนเรา เหมือนกัน ความจริงใจจะเกิดก็ต่อเมื่อไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน
อย่างที่สอง คือ ความกลัวแบบที่ will มีเราก็มีกันทั้งนั้น มากบ้าง น้อยบ้าง แต่เรามักจะไม่ค่อยรู้จักตัวเองกัน พยายามหนี แบบที่ will หนี แต่อาจจะในรูปแบบที่ต่างกัน
กลัวที่จะเริ่มทำสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันมีโอกาสที่จะผิดพลาด
กลัวที่จะเริ่มสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันยังเป็นแผนการณ์ที่ไม่สมบูรณ์
เมื่อเรากลัวมากไป เราจึงพลาดโอกาสดีๆมากมาย
วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น