ตอนที่เลือกคณะตอน ent ผมพยายามเลือกสาขาที่ไม่ต้องออกแรงเยอะ ถึงแม้ผมจะชอบเครื่องกล อยากเรียนโยธา แต่ผมก็ไม่เลือกเพราะผมคิดว่าสาขาเหล่านี้ เรียนจบไปแล้วตอนทำงานต้องเหนื่อยแน่เลย ผมเลือกเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพราะผมชอบวิศวะ และตอนนั้นก็คิดว่ามันเป็นสาขาที่ใกล้เคียงกับอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุดละ เพราะตอนนั้นผมอยากเป้นนักอิเล็กทรอนิกส์
ตอนที่ผมเลือกเรียนวิศวะ พ่อก็พูดประโยคหนึ่งที่ผมจำมาจนทุกวันนี้
มึงอยากเรียนอะไรก็เรียนไป ชีวิตมึง มึงต้องตัดสินใจเอง ถ้ากูเลือกให้ว่ามึงต้องเรียนอะไร แล้วถ้ามึงเรียนจบมาแล้วตกงาน กูก็ต้องเลี้ยงมึงไปตลอดชีวิตละ
พ่อสอนผมว่า ชีวิตเรา เราต้องตัดสินใจเอง และเมื่อเราตัดสินใจไปแล้ว รับต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตัวเอง ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้พ่อก็สอนให้ผมรู้จักตัดสินใจด้วยตัวเองมาตลอด
บางทีก็รู้สึกขอบคุณสิ่งต่างๆที่ดลใจให้ผมเลือกเรียน วิศวะคอม เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่เป็นตัวผมเองมากที่สุดเลยละ ประมาณว่าเกิดมาเพื่อเป็นวิศวะคอมเลยละ เกิดมาเพื่อที่จะนั่งเขียนโปรแกรม ผมรู้สึกว่าหัวของผมถนัดที่จะคิดอัลกอริทึมมากกว่าการที่จะมานั่งพิสูจน์สูตร หรือการคำนวณเพื่อหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมในวงจร
ผมรู้สึกและคิดมาตลอดว่า ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมภาษาอะไรผมก็เขียนได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอมพิวเตอร์ที่ยากขนาดไหนผมก็แก้ได้ สิ่งที่ผมอยากทำที่สุดก็คือการสร้างโปรแกรมที่ไม่มีใครสร้างได้ อยากสร้างโปรแกรมอัจริยะที่แค่เราความต้องการเข้าไป มันจะ gen code โปรแกรมออกมาให้เลย เวลาสนุกที่สุดในการเขียนโปรแกรมคือ การออกแบบโปรแกรม เวลาที่ความสุขคือ โปรแกรมที่ซับซ้อนทำงานตามที่เราออกแบบไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เขียนเสร็จโปรแกรมเสร็จครั้งหนึ่งก็จะนั่งภูมิใจไปอีกหลายวัน
-------- **** ---------
ตอนเรียนอยู่ปี 3 วิชาคอมไพเลอร์ ชั่วโมงแรกอาจารย์ถามนิสิตว่า เธอเรียนมาสองปีแล้ว เธอรู้สึกว่าชอบในสิ่งที่เรียนมั้ย ผมตอบว่าชอบ แต่ในใจผมบอกว่าผมชอบมาก
วันนี้วันที่ผมตัดสินใจจะเปลี่ยนงานอีกครั้ง เนื่องจากเบื่องานที่ทำอยู่ อันที่จริงแล้วงานที่ทำอยู่มันก็ตรงกับผมชอบนะ เป้นงานเขียนโปรแกรม web e-commerce ได้นั่งอ่านเว็บได้ทั้งวัน แต่ที่รู้สึกเบื่อคงเป็นเพราะงานช่วงนี้ต้องมานั่งแก้ bug ของ core code ของบริษัท แล้วเรารู้สึกว่า เราไม่ได้ไปไหนเลย มันอยู่กับที่ แล้วบางครั้งเราก็ทำไม่ได้ด้วย
ก็เลยคิดว่าน่าจะลองหางานใหม่ดู บางทีอะไรๆ มันอาจจะดีขึ้นก็ได้
พออยากจะหางานใหม่ทำ มันก็เลยเกิดคำถามขึ้นว่า แล้วเราจะไปทำอะไรต่อดีละ
เคยมีหลายคนบอกว่าการย้ายงานบ่อยๆมันไม่ดีนะ ควรจะทำงานที่หนึ่งให้เกิน 1 ปี แล้วผมก็มาคิดต่อเองว่า การที่เราย้ายงานบ่อยๆจะทำให้เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งใดสิ่งนานพอที่จะเข้าใจมัน เหมือนกับเราจะเรียนรู้สิ่งต่างได้เพียงผิวเผินถ้าเราไม่ทุ่มเทเวลาให้มันมากพอ มันก็เลยเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาในการหางานใหม่ งานใหม่ของเราควรจะเป็นที่ที่เราสามารถทำงานได้หลายๆปี โดยที่เรายังรู้สึกว่ามันท้าทาย และมีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้ ควรเป็นที่ที่เราจะสนุกกับงานได้ตลอด
เป้าหมายของเราคืออะไร เราอยากมีโรงงานที่ผลิตสินค้าสำหรับส่งออก เพราะฉะนั้นการทำงานน่าจะทำให้เราเรียนรู้เพื่อที่จะสามารถเข้ามายังธุรกิจนี้ได้
การเดินทาง : ที่ทำงานใหม่น่าจะอยู่ไม่ไกลจากที่พัก เพื่อที่จะลดความเหนื่อยจากการเดินทาง
เงินเดือน : เงินเดือนที่ใหม่ไม่จำเป็นต้องมากกว่าที่ปัจจุบันแต่น่าจะมากกว่า 18000 บาท เพื่อที่เราจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการค่าใช้จ่าย
เวลา : น่าจะเป็นบริษัทที่หยุดเสาร์อาทิตย์ และมีเวลาเลิกงานที่แน่นอน ไม่ควรต้องทำงานล่วงเวลาบ่อย เราต้องการเวลาว่างที่มากพอสำหรับเรียนรู้สิ่งต่างๆและเริ่มสร้างบริษัทของเรา
จากเงื่อนไขต่างๆมากมาย ลองมามองถึงตำแหน่งต่างๆที่มี
ตำแหน่งแรกที่คิดถึงคือ : "SAP Consult" ที่คิดถึงตำแหน่งนี้เพราะ ลักษณะของโปรแกรม sap จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างของบริษัท ดังนั้นถ้าเราทำงานทางด้าน sap เราจะได้เรียนรู้ระบบของธุรกิจด้วย และบริษัททางด้าน consult จะมีลักษณะเป็นที่ปรึกษาของหลายบริษัท ถ้าเราได้ทำด้านนี้เราจะได้เรียนธุรกิจที่หลากหลาย นอกจากนี้งานทางด้าน sap เงินดีด้วย แต่ปัญหาคืองานด้านนี้เน้นรับคนที่มีประสบการณ์แล้ว และถ้าต้องการเข้าอบรมค่าอบรมแพงถึงคอร์สละ 200000 กว่าบาท
งานทางด้าน sale : งานด้านนี้จะทำให้เรารู้จักคนมากมาย มองเห็นโอกาสทางด้านธุรกิจได้ง่าย เพราะการที่จะเราสร้างธุรกิจได้ จุดที่สำคัญคือ เราต้องมีช่องทางและ connection ข้อเสียของงานด้านนี้คือ เงินเดือนค่อนข้างน้อย เพราะรายได้หลักของ sale จะมาจากค่าคอมมิชชั่น และตัวผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้จักการเข้าสังคมเท่าไร และไม่มีประสบการณ์ทางด้านงานขายด้วย จึงมีแนวโน้มว่าจะอดตายได้
งานด้านการบริหารจัดการ : แนวความคิดนี้มาจากการที่เห็นประกาศรับสมัครงานในตำแหน่ง manager trainee หรือก็คือผู้จัดการฝึกหัด ประมาณว่ารับเด็กจบใหม่ไปเทรนเพื่อที่จะสร้างผู้บริหารรุ่นใหม่ ข้อดีของมันคือ เราจะได้รู้จักคนมากมาย ได้เห็นช่องทางในโลกของธุรกิจ รวมได้ความรู้ในการบริหารจัดการด้วย แต่รู้สึกว่า ถ้าเราไปทำงานในตำแหน่งนี้ เราจะได้เรียนรู้ในโลกเดียว และบางทีอาจจะได้ทำแต่งานเอกสารด้วย และตัวเราเองตอนนี้ก็ยังไม่เหมาะกับงานทางด้านการบริหารด้วย
งานด้านโปรแกรมเมอร์ : เป็นงานที่ถนัดที่สุด คุณสมบัติเหมาะสมที่สุด ปัญหาคือ มันมีโอกาสน้อยที่จะพาเราไปถึงยังที่เราต้องการ เพราะการทำงานโปแกรมเมอร์ก็เหมือนกับกรรมกร ทำงานตามใบสั่ง เราอาจจะเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่เราก็จะยังสร้างธุรกิจของตัวเองไม่ได้ แน่นอนว่าถ้าเราทำงานด้านนี้ต่อไป ในอนาคตเราอาจจะมีบริษัท software ของตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายของเราเหมือนกัน และที่สำคัญคือ ถ้าเราทำงานด้านโปรแกรมเมอร์การที่เราจะได้เห็นโอกาสในการทำธุรกิจแบบอื่นจะมีน้อย เพราะวันๆเราก็จะนั่งอยู่กับ code เท่านั้น
งานทางด้าน sa : เป็นอีกงานที่ใกล้เคียงกับที่เราอยากทำ เพราะเราชอบที่จะออกแบบ แต่อุปสรรคของเส้นทางนี้คือ บริษัทที่เปิดรับมักจะต้องการคนที่มีประสบการณ์
งานด้าน system integration : จะเป็นงานในแนวที่ว่าไปติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมให้กับบริษัทหรือโรงงานต่างๆมันจะดีที่ทำให้เรารู้จักคนหลากหลายได้เห็นธุรกิจอะไรหลายแบบ แต่จะไม่ลงลึกมากนัก ปัญหาคือ เราไม่มีความรู้ทางด้าน system เลย ทางที่ดีอาจจะต้องมองหาบริษัทที่ขาย solution หรือโปรแกรม
งานสุดท้าย คือออกมาทำบริษัทของตัวเองเลย : อันนี้น่าจะดี แต่ข้อเสียของมันคือ เราไม่มีช่องทางคือ เราจะหาลูกค้าได้อย่างไร ทางนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเพื่อนมีคนรู้จักอยู่เยอะซึ่งเราอาจจะรับงานต่อจากเพื่อนได้ ปัญหาต่อมาคือ เราไม่มีเงินทุน ที่เราต้องการเงินทุน เกิดจากที่ว่าเราอาจจะต้องจ้างคนมาช่วยเขียนโปรแกรม เพราะถ้าเราเขียนเอง วันทั้งวันเราก็จะหมดไปกับการเขียน code ซึ่งมันก็จะกลับไปสู่วัฎจักรเดิมๆคือ นั่งอยู่กับ code ได้เงินมากขึ้นก็ต่อเมื่อทำงานหนักมากขึ้น
มีไอเดียหนึ่งเกิดขึ้นมา ในการดำเนินกิจการของตัวเอง คือ การที่เราพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปขึ้นมาแล้วพยายามเอาโปรแกรมนั้นไปขาย มันจะแก้ปัญหางานการนั่งอยู่กับ code ได้ แต่ปัญหาคือ เราจะอยู่อย่างไรถ้าขายโปรแกรมไม่ได้
------****------
ทำไมผมจึงตั้งชื่อเรื่องว่า สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ใช่?
เพราะตัวผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมชอบอยู่คนเดียว นั่งคิดอะไรคนเดียว ซึ่งลักษณะแบบนั้นมันเหมาะกับงานทางด้านเทคนิค เช่นการเขียนโปรแกรม นี่คือสิ่งที่ชอบ
แต่เป้าหมายของผมคือ การที่จะมีกิจการของตัวเอง ซึ่งสิ่งที่จะต้องทำคือการพบปะผู้คน นี่คือสิ่งที่ใช่
คำถามคือควรทำอย่างไรต่อ ....
แต่เนื่องจากผมเคยได้บทเรียนมาแล้วผมจึงไม่เร่งรีบในการคิด ค่อยๆเก็บข้อมูลต่อไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าอย่างไรเราจะเจอทางที่ดีที่สุดสำหรับเรา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น