วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เดินช้าลงหน่อย ดีมั้ย

หัวใจของการเดินทาง ไม่ใช่อยู่ที่เป้าหมาย
หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง มากกว่า


ได้รับข้อความนี้จากเพื่อนที่ไม่เคยพบคนหนึ่ง หลังจากที่เขารู้ว่าผมเครียดเรื่องงาน

มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานที่จะต้องเกิดปัญหาจากการทำงาน ผมก็มีปัญหา และปัญหาของผมก็เกิดจากการที่ผมตั้งมาตรฐานในเรื่องต่างๆไว้สูงเกินไป

งานครั้งนี้ก็เป็นการ webpage ธรรมดา ปัญหามันอยู่ที่ทำอย่างไรมันก็ไม่ถูกใจสักที ก็เลยเครียด ท้อ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถเลย ตัวเราไม่ได้เก่งอะไรเลย สาเหตุของปัญหาเป้นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองเครียดมาก ตั้งแต่ตอนนั้นก็เลยเริ่มถามตัวเอง ว่า ทำไมเราจึงเครียดมากขนาดนี้

พอเราเกิดปัญหาเรื่องหนึ่ง เราจะเชื่อมโยงมันไปถึงเรื่องอื่น เอาหลายๆเรื่องมารวมกัน จนสุดท้ายมันก็ใหญ่จนเราแทบบ้า

มีเพื่อนคนหนึ่งที่ผมเรียกเขาด้วยความเคารพว่า ป้า และเค้าก็เรียกผมด้วยความเท่าเทียมกันว่า ลุง ลุงกับป้าก็ได้มาคุยกัน

ป้า : เป้าหมายชีวิตของลุงคืออะไร
ลุง : ลุงอยากรวย ลุงอยากมีเงินเยอะๆ
ป้า : ลุงจะมีเงินเยอะๆทำไม มีเงินก็ใช่ว่าจะมีความสุข
ลุง : ลุงรู้ ถึงไม่มีเงินลุงก็มีความสุขได้ เพียงแต่ว่าถ้าเรามีเงินแล้วเราจะทำอะไรได้ง่ายขึ้นนะ สำหรับลุงแล้วเงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ลุงมองว่า เงินคือเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ

ป้า : ป้าว่าลุงเร่งมากเกินไปนะ
ลุง : ลุงก็ยอมรับนะว่าลุงอยากได้อะไรเร็วๆ ถ้าวิเคราะห์ดูแล้ว คงเป็นเพราะลุงอ่านหนังสือพวก how to เยอะเกินไปมั้ง พออ่านแล้วก็ได้เห็นตัวอย่างของคนที่รวยตั้งแต่อายุน้อยๆ ลุงคิดว่าลุงทำได้อะ

ป้า : ทำไมลุงไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ละ

------- ต่อจากนั้น ป้าก็ส่งเมลล์มาให้อันนึง --------
เมลล์นั้นเป็นเรื่องราวของชาวนาที่อยากรวยมากๆ จนวันนึงก็มีชายชราเอาหมอนมาฝากไว้ 1 ใบบอกว่าจะมาเอาวันรุ่งขึ้น ชาวนาก็ใช้หมอนนั้นหนุนนอน พอตืนขึ้นมาก็พบว่าหมอนนั้นมีเงินอยู่มากมาย ชาวนานั้นร่ำรวยขึ้นมา พอรวยเค้าก็สร้างปราสาท และไม่ยอมคบกับใครเลยเพราะคิดว่าชาวนาเพื่อนเก่านั้น เป็นคนละชนชั้นกัน แต่พออยู่ในปราสาทสักพักเค้าก็รู้สึกเหงา เค้าก้อเลยจ้างคนมาทำสวน จ้างคนมาร้องรำทำเพลง แต่สุดท้ายก็ยังไม่หายเหงา สุดท้ายก็ประกาศหาเมีย แต่ก็ไม่มีใครมาสมัคร วันนึงเค้าทนไม่ไหว ก็นั่งเกี้ยวออกมาชมเมือง แต่ไม่มีใครสนใจเกี้ยวอันใหญ่โตของเค้าเลย เค้ามองเห็นเพื่อนเก่าของเค้ากำลังนั่งกินข้าวกันอย่างสนุกสนาน ทำไมเค้ารวยขึ้นเค้าถึงไม่มีความสุข ก่อนที่จะมากไปกว่านั้น เค้าก็ตื่น แล้วเค้าก็รู้สึกว่าการเป็นชาวนาก็มีความสุขดีนะ เค้าวิ่งไปกอดเพื่อนเหมือนกับไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน แล้วเค้าก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

-----------------------------------------

เป้าหมายที่ป้าส่งมา คงเพราะอยากให้ลุงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ลุงก็เข้าใจนะและก็คิดว่า เราควรมองสิ่งต่างชีวิตในแง่ดีเพื่อชีวิตจะได้มีความสุขมากขึ้น

แต่สำหรับเรื่องที่ป้าส่งมา มันทำให้ลุงเกิดคำถาม การพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ แสดงว่าเราไม่ต้องพัฒนาแล้วใช่หรือไม่ เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆมันเกิดจากความไม่พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ อยากได้อะไรที่สะดวกสบายขึ้น สมมุติว่าคนที่ใช้รถยนต์สมัยก่อนพอใจรถแบบนั้น พอใจในความเร็วเท่านั้น พอใจที่จะเกียร์ธรรมดา เค้าก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาแล้ว เราก็คงไม่มีรถ 200 แรงม้าวิ่ง300 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วถ้าเอาแบบพระพุทธศาสนาเอง ถ้าพระพุทธเจ้าเองพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ คืออยู่อย่างกษัตริย์ พระองค์ก็ไม่ต้องออกผนวชใช่หรือไม่ ถ้าเราพอใจเราจะหยุดใช่หรือไม่

ลุงคิดซ้ำไปซ้ำมาในเรื่องนี้ สุดท้ายได้คำตอบว่า การพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ไม่น่าจะใช่แนวทางที่ดี ทางที่ดีกว่าคือ การคิดบวกในทุกเรื่อง การมองโลกในมุมที่จะทำให้เรามีความสุข คนเราจำเป็นต้องมองไปข้างหน้า เพื่อหาสิ่งที่ดีกว่าให้กับตัวเอง แต่เราก็ไม่ควรเอาชีวิตของเราไปอยู่ในอนาคต เช่น คนบางคนทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่หามรุ่งหามค่ำ ไม่ยอมหยุดพัก โดยหวังว่าในอนาคตจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายจากเงินที่เก็บได้ในวันนี้ การทำอย่างนี้สุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่ได้สบายอย่างที่เราคิดไว้ก็ได้ สิ่งที่เราควรทำคือมีความสุขกับสิ่งที่เรามี เรามีเงินเท่านี้เราก็มีความสุขได้ ความสุขต้องเกิดวันนี้ ตอนนี้เท่านั้น ความสุขไม่ได้เกิดจากเรามีอะไร แต่เกิดจากว่าตอนนั้น เราคิดอะไรอยู่มากกว่า

------****----------
วันต่อมาก็ได้คุยกับป้าอีก คราวนี้ป้าส่งเมลล์ที่มีคำคมอยู่มากมายมาให้

แล้วป้าก็บอกว่า

หัวใจของการเดินทาง ไม่ใช่อยู่ที่เป้าหมาย
หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง มากกว่า


ป้าบอกว่า ป้าจะบอกลุงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่นึกไม่ออก ป้าบอกว่า ถ้าลุงรีบรวย ลุงอาจจะไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อน ไม่ได้มีประสบการณ์สนุกๆในเรื่องต่างเลย แล้วสุดท้ายพอรวยไปลุงก็จะไม่ได้มีความสุขมากขึ้นเลย มีมากมายแต่ว่างเปล่า

ไม่รู้ว่าเคยเป็นกันบ้างหรือเปล่าที่คำบางคำมันทำให้เรารู้สึกสว่างวาบในหัวเลย ถ้าเป็นคินดะอิจิก็คงจะบอกว่า "ปริศนาทุกอย่างไขกระจ่างแล้ว" คำคำนี้มันตอบปัญหาของเราได้ มันอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงอยากเปลี่ยนงานบ่อยๆ มันอธิบายได้ว่าทำไมเราเปลี่ยนงานแล้วเราอยากได้เงินเดือนเยอะๆ มันอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงเครียดอยู่ตลอดเวลา

เราเครียดตลอดเวลา เพราะเรารู้สึกว่ามันมีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะ มีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมากมาย เพราะเราคิดว่า ถ้าเรารู้มาก เราทำมากๆ มันจะทำให้เราประสบความสำเร็จเร็วขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเรายังขี้เกียจ และก็ทำงานไม่ได้อย่างที่เราอยากได้ เราอ่านหนังสือไม่ได้เท่าที่เราต้องการ ใจหนึ่งก็อยากนั่งพัหผ่อนอย่างสบายใจ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าต้องทำงาน ต้องทำงาน เมื่อความต้องการของตัวเองมันขัดแย้งกันเอง สุดท้ายเราก็เครียด


ตอนนี้เหมือนกับว่า ถ้าเราอยากทำอะไร เราก็จะบอกกับตัวเองว่า รอให้รวยก่อน ตอนนั้นอยากทำอะไรก็จะได้ทำ พอคิดแบบนั้นนานๆเข้า เราก็จะรู้สึกว่าพอรวยแล้วชีวิตเราจะเป็นสุขที่สุด ที่จริงแล้ว บางอย่างที่เราอยากทำ ไม่ต้องรวยเราก็ทำได้


พอเข้าใจสาเหตุแล้ว เราก็เริ่มมองไปข้างหน้า อะไรที่เราควรทำละ

ตั้งเป้าหมายว่าเราจะรวย แต่มองไปไกลอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เราไม่จำเป็นต้องรวยในเดือนหน้า หรือในปีหน้าหรอก ค่อยๆทำไปดีกว่า

ยอมรับความพ่ายแพ้มั่ง เราไม่จำเป็นต้องชนะตลอดเวลาหรอก ไม่จำเป็นต้องเหนือกว่าคนอื่น การเป็นคนแพ้ไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้ความสุขของเราน้อยลงเลย คงต้องเล่นเกมส์มากขึ้น ผมไม่ชอบเล่นเกมส์ เพราะผมไม่อยากแพ้

อยากทำอะไรก็ลงมือทำเลย ผลงานที่สร้างออกมาก็ไม่จำเป็นต้อง perfect เป็นนิสัยที่ต้องแก้ เพราะบางครั้งเราไม่กล้าลงมือทำอะไรเพราะกลัวว่าผลงานจะมีจุดบกพร่อง ซึ่งที่จริงแล้ว ทุกผลงานย่อมมีจุดบกพร่องเสมอ

ยอมรับในความไม่สมบูรณ์ของสิ่งต่างๆ ยอมรับมัน อย่าไปคาดหวังกับสิ่งต่าง กับคนต่างๆมากจนเกินไป เราเป็นเพียงผู้สัมผัสโลก มิใช่ผู้กำหนดความเป็นไปของโลก เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่เราต้องการหรอก


ปล่อยให้อนาคตเป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า
ถามว่า ทำไมผมไม่ค่อยจีบใคร
ตอบ เพราะผมคิดมาก แค่จะเริ่มจีบใครสักคน จะมองไปไกลถึงขนาดที่ว่า ตอนแต่งงานจะเป็นอย่างไร จะอยู่ด้วยกันได้มั้ย

สุดท้าย
เดินให้ช้าลงหน่อย สนุกกับทุกช่วงเวลา



-------****---------
ในการเดินทางทุกครั้ง ผมชอบที่จะเดินทางตอนกลางวัน และพยายามที่จะไม่หลับ เพราะผมชอบที่จะนั่งมองข้างทาง มองชัวิตคน มองบ้านเรือน ต้นไม้ป่า เขา แต่การเดินทางในชีวิตทำไมผมจึงไม่ได้มองมันอย่างเต็มที่ คงต้องผ่อนคันเร่งของชีวิตลง เพื่อจะเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น: