วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 19, 2009

ของขวัญสำหรับชีวิต

มีคนถามผมว่า วันเกิดปีนี้ อยากได้อะไรเป็นของขวัญ เขาถามผมหลายครั้ง แต่ผมก็ตอบได้เพียง ไม่รู้
ชีวิตผมเกิดมาไม่ได้มีพร้อมไปทุกอย่าง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอยากได้อะไร
ตอนเด็กเพื่อนมีรถมอเตอร์ไซต์ ผมก็ไม่สนใจ ไม่ได้อยากไปเที่ยวที่ไหน ไม่สนใจเครื่องแต่งกาย
เพราะแต่งไม่เป็น ไม่อยากได้ของประดับอะไร เพราะรู้สึกว่ามีหรือไม่มี ก็ไม่เห็นต่างกัน

อาจจะเป็นเพราะผมรู้ว่า ถึงอยากได้ ก็ไม่มีโอกาสได้ ก็เลยไม่สนใจมันเลยดีกว่า

ณ ตอนนี้ผมก็คงต้องกลับมานั่งทบทวนแล้วละ ว่าผมต้องการอะไรบ้าง

คนที่รู้จักทุกผมทุกคน ก็คงจะรู้ว่าผมเป็นคนคิดมาก คาดหวังสูง มีเงื่อนไขในชีวิตมากมาย
เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่สามารถคบใครได้นานเลย เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก
ผมก็จะรู้สึกว่าคนนั้นอาจจะไม่ใช่คนที่สามารถอยู่กับผมได้ตลอดไป
บางคน ผมก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาเลย เพียงเพราะเขาไม่เข้าเงื่อนไขที่เราตั้งไว้
และบางคนผมก็เดินจากเขามาเพียงเพราะเขาไม่เข้าเงื่อนไขของผม
และที่สำคัญ ทำไมผมไม่เคยเสียใจ หรือเสียดายเลย
ผมเป็นเหมือนคนที่ไม่มีหัวใจ

ผมเป็นเหมือนเจ้าสาวที่กลัวฝน กลัวว่าอนาคตจะไม่เป็นเหมือนที่คาดไว้

แล้วในช่วงเวลาหนึ่งเมื่อไม่นาน ชีวิตผมเปิดรับคนคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต
เขาเข้ากับผมได้ดี ทั้งด้านทัศนคติ และการใช้ชีวิต
เขาชอบผมในแบบที่ผมชอบตัวผมเอง
เขามองเห็นความหล่อในแบบที่คนอื่นมองไม่เห็น
และที่สำคัญ เขาเป็นคนที่เชื่อว่า ผมจะสร้างฝันของผมให้เป็นจริงได้

แต่ที่เขาต่างจากคนอื่นก็คือ
เขามีหลายอย่างที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขของผม แต่ผมก็ยังเปิดรับเขาเข้ามาในชีวิต
ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ที่ทำให้ผมมองเห็นว่า เราอาจจะไปด้วยกันได้

แต่แล้วเรื่องราวเหมือนจะดำเนินไปในแนวทางเดิม คือผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่า
เราจะไปด้วยกันได้จริงๆเหรอ ทำไมผมจึงไม่รู้สึกเสียใจเลยถ้าเขาจะเดินจากไป
สิ่งที่ผมกลัวคือกลัวทำเขาเสียใจ หรือว่าคนคนนี้จะไม่ใช่

ผมครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่เกือบอาทิตย์ คิด คิด และคิด หาคำตอบให้ตัวเอง ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไป
ผมถามตัวเองว่า เขามีข้อเสียอะไรหรือเปล่า คำตอบที่ได้คือไม่มี ทุกอย่างเป็นอะไรที่ลงตัว
แล้วทำไมผมจึงรู้สึกแบบนั้นละ มีคำตอบมากมาย ออกมาแต่ก็ไม่รู้ว่ามันใช่จริงๆหรือเปล่า

ช่วงเวลาที่ผมคิด เขาก็คิดเหมือนกัน เหตุการณ์เหมือนจะดำเนินมาถึงจุดที่ต้องกลับไปยังทางเดิมของตัวเอง

แต่หลังจากได้คุยกันอย่างจริงจัง เขาทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น และผมก็รู้ว่ามีคนเข้าใจผมยืนอยู่ข้างๆ
เขาบอกว่าผมเป็นคนที่กลัวการผิดหวัง จึงรีบถอนตัวเพราะว่ากลัวการเสียใจ
เขาบอกผมว่า ให้ลองเดินด้วยกันไปจนสุดทางก่อน ถ้ามันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่
เขาบอกให้ผมลองเปิดใจ
เขาพร้อมจะเดินจากไป ถ้าผมไม่เลือกเขา

ไม่ว่าใครก็คงรู้สึกดี ถ้ามีคนพยายามที่จะเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น
และโดยเฉพาะกับผม ซึ่งจิตใจมันซับซ้อน และคิดว่าตัวเองเข้าใจตัวเองแล้ว

มุมมองที่เขามอบให้กับผม ช่วยให้ผมทิ้งภาระบางอย่างในจิตใจออกไป
และเปิดมุมมองใหม่ที่จะมีความสุขกับชีวิต

ของขวัญคือสิ่งพิเศษ ที่ผู้คนมอบให้กัน ในวาระต่างๆ โดยหวังว่าของขวัญจะทำให้ผู้รับรู้สึกดี
ถ้าผลลัพธ์ของขวัญคือ การรู้สึกดี เขาคนนี้ก็เหมือนเป็นของขวัญของชีวิตผม

เรื่องราวในอนาคต จะลงเอยอย่างไร ผมก็ไม่รู้
แต่ที่รู้ ผมดีใจที่ได้ของขวัญชิ้นนี้

อุปสรรค คือ ของขวัญ

ความหมายของคำว่า วิตกจริต คือ การวิตกกังวลกับสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น จนมากกว่าปกติ

ผมเพิ่งจะสำนึกว่าตัวเองมีอาการนี้ เมื่อเราผ่านเหตุการณ์ที่ยากลำบากมาได้แล้ว
เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้รับมอบหมายงานจากหัวหน้าให้รับผิดชอบงานๆหนึ่ง
ซึ่งต้องได้รับการเทรนด้วยอาจารย์ที่มาจากต่างชาติ
แน่นอนว่าเขาไม่ได้สอนผมด้วยภาษาไทย
และที่แน่นอนยิ่งกว่าคือผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

ความวิตกจริตอันแรกของผมก็คือกลัวว่าจะเรียนกับเขาไม่รู้เรื่อง
คิดมากจนอยากจะลาออก แต่สถาณการณ์ก็จวนตัว ลาออกไม่ทันก็เลยต้องไปเรียน
แต่ก็ไปเรียนได้ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง อาจารย์ถามอะไรก็ตอบแค่ yes กับ no
เป็นการเรียนที่อาจารย์สอนอย่างสบายๆ เพราะลูกศิษย์ไม่เคยถามเลย
ไม่ใช่เพราะเก่ง แต่ไม่รู้จะสร้างประโยคอย่างไร
สุดท้ายก็อบรมจบแบบงูๆปลาๆ
แต่พอเจ้าของบริษัทถาม ก็ตอบแบบเอาตัวรอดว่า เข้าใจครับ

หลังจากเทรนแล้วสองเดือน ความวิตกจริตอันที่สองของผมก็ตามมา
ผมต้องไปทำงานจริง เป็นครั้งแรก สิ่งที่ต้องทำคือแก้ไข config ของระบบนิดหน่อย
ไม่ยากอะไรเลย แต่สิ่งที่สร้างความเครียดให้กับผมคือ เป้าหมายรอง ซึ่งก็คือ
การสร้างความน่าเชื่อให้กับลูกค้า ซึ่งก็คือ dtac ผมจะทำให้เขาเชื่อถือได้อย่างไรละ
เมื่อผมยังไม่เชื่อตัวเองเลย ที่เทรนมาก็ลืมไปหมดแล้ว ก็ทิ้งช่วงซะสองเดือน
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเครียดมากมาย กลัวจะทำเจ้าของบริษัทเสียชื่อ กลัวโดนด่า
กลัวไปต่างต่างนานา เครียดจนกินข้าวไม่ได้

ตามธรรมชาติของผมแล้ว เมื่อกดดัน ผมก็จะวิ่งหนี วิ่งหาตำแหน่งที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพื่อหนีจากความกดดันผมก็เลยพยายามหาความคิด เพื่อที่จะทำให้ตัวเองสบายใจ
ก็ได้ความคิดต่างๆมามากมาย ได้ไอเดียในการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งที่เรารู้มานาน แต่ไม่เคยเอามาใช้

อย่างเช่น ความเครียดครั้งนี้ มันเกิดมาจากการที่เราเป็นคนที่คาดหวังสูง หวังความสมบูรณ์แบบของ
ทุกสิ่งอย่าง สิ่งนี้มันมากดดันตัวเราเอง ต้องคอยระวังทุกอย่าง เพราะกลัวทุกอย่างจะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ
เราคิดถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ทำจนมันติดเป็นนิสัย
สิ่งที่เราทำก็คือ เลิกคาดหวัง เวลามีความวิตกกังวล ก็แค่บอกตัวเองให้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วอะไรที่นอกเหนือจากนั้น
ก็บอกกับตัวเองว่าช่างมัน อย่างมากที่สุดก็แค่โดนไล่ออกจากบริษัท มันไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย
ตามทฤษฎีของเราแล้ว เมื่อจิตใจสบายความคิดดีๆจะออกมาเอง

บางครั้งแค่พูดคำว่า ช่างมัน ช่างมัน ช่างมัน ก็ทำให้เราสบายใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สุดท้ายแล้วเรื่องต่างๆมันก็ไม่ร้ายแรงเหมือนที่เราคิดไว้

และท้ายที่สุดจริงๆ อุปสรรคก็ทำให้เราได้ค้นพบสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตเรา
เพราะเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า บางครั้ง อุปสรรคก็คือของขวัญที่ใครสักคนให้เรามา เพื่อนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 23, 2008

สิ่งที่อันตราย คือการคาดหวัง

เมื่อตอนเด็กๆ ผมเคยดูละครเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่เนื้อเรื่องประมาณการสู้ชีวิตของหนุ่มวัยรุ่นสองคน ที่อยากเป็นนักร้อง เนื้อเรื่องดำเนินไปจนถึงจุดที่ว่า พระเอกของเรื่องเป็นนักร้องอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เนื่องจากพระเอกของเราร้องเพลงได้ดี ก็เลยมีชื่อเสียง ทำให้ค่ายเทปสนใจส่งคนมาทดลองฟัง แล้วปัญหามันก็เกิดจากตรงนี้ เพราะเมื่อพระเอกของเรารู้ว่า มีคนของค่ายเทปมาฟัง ก็เลยเกิดความตั้งใจมากเกินไป จนร้องไม่ออกเลย กลายเป็นแย่ไปเลย

เราอาจจะเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ในรูปแบบอื่น เราตั้งใจทำบางสิ่ง แต่ผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้าม วัยรุ่นบางคนอย่างสร้างความประทับใจกับสาวน้อยในเดทแรก แต่ก็ผมว่าตัวเองทำสิ่งต่างๆผิดไปหมดเลย สาเหตุของสิ่งนี่คือ การคาดหวัง

เป้าหมาย คือสิ่งที่เราอยากได้ตามพื้นฐานของความเป็นได้
ความคาดหวัง คือสิ่งที่เราอยากได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง

เมื่อเราความคาดหวัง แต่ไม่มีความเชียวชาญในเรื่องที่จะทำ ทำให้เรากลัวไปทุกอย่าง กังวลไปทุกขั้นตอน สุดท้ายสิ่งต่างๆ ก็ออกมาแย่กว่าที่มันควรจะเป็น

เราได้ความคิดนี้ มาจากการที่เราถาม เรื่อง ในบทความที่แล้วในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ว่าเราควรปรับปรุงตัวอย่างไรดี แล้วมีคนหนึ่งตอบกลับมาว่า เราคาดหวังมากเกินไป จึงทำให้เรากังวล และไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรเลย เขาบอกให้เราลดความกังวล เลิกคาดหวัง ปล่อยให้เรื่องต่างๆ เดินไปตามทางของมัน

ผมเห็นด้วยกับความคิดนี้ และจะนำมันมาปรับปรุงตัวเอง

วันพุธ, กรกฎาคม 30, 2008

ทำอย่าไรจึงจะประสบความสำเร็จ

ผมเคยบทความ บทความหนึ่งจากเว็บไซต์อะไรจำไม่ได้แล้ว เป็นเรื่องของพระในนิกายเซน ลูกศิษย์ถามอาจารย์ว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต อาจารย์ก็ตอบกลับมาว่า ทุกเช้า พวกเจ้าจงยืนหันหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้วยกมือขึ้นลงวันละร้อยครั้ง(อาจไม่ตรงตามนี้นะครับ เพราะผมอ่านมานานละ) แล้วพวกเจ้าจะประสบความสำเร็จเอง ลูกศิษย์ทุกคน พากันทำตาม แต่พอผ่านไปหลายวัน หลายเดือน จำนวนคนที่ทำก็ค่อยๆลดลง จนเมื่อผ่านไปหนึ่งปี ก็เหลือคนที่ทำอยู่แค่คนเดียว และสุดท้ายคนนี้ ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสคนต่อไป และมีสรุปตอนท้ายว่า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เคล็ดลับของความสำเร็จคือการที่ทำอะไรง่ายๆ ในชีวิตนี่ละ แต่ให้ทำอย่างม่ำเสมอทุกวัน

ผมเห็นด้วยกับข้อสรุปนะ ในเรื่องที่ว่าถ้าเราทำอะไรอย่างสม่ำเสมอแล้วเราจะประสบความสำเร็จ(ถ้าทำชั่วอย่างสม่ำเสมอก็น่าจะประสบความสำเร็จเหมือนกัน คือการเป็นผู้นำความชั่ว) แต่ผมสงสัยในเรื่องการเลือกเจ้าอาวาส สงสัยว่าวัดไหนช่างกล้าเอาคนที่ไม่มีหัวคิดเลย ไปเป็นเจ้าอาวาส คนที่ยอมทำตามคนอื่นโดยที่ไม่ไตร่ตรองเลย อาศัยเพียงความศรัทธาอย่างเดียว(ศรัทธาในตัวอาจารย์) หรือว่าการทำอย่างนี้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องในวงการศาสนา อันนี้ผมก็คงตอบไม่ได้ ผมมองกรณี เหมือนกับแมวที่พยายามจะเข้าบ้าน แต่ประตูบ้านปิดอยู่ แล้วมันก็นั่งตะกายประตูอยู่เป็นชั่วโมง เพื่อที่จะเข้าไปในบ้าน เราคงเห็นตรงกันว่า แมวตัวนี้มีความพยายาม แต่ความพยายามของแมวมันเอาไปใช้ไม่ถูกทาง เพราะฉะนั้นมันจึงไม่นำไปสู่ความสำเร็จเลย (อาจจะสำเร็จ ถ้าโชคดีเจ้าของบ้านผ่านมาพอดี แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการตะกายประตูของแมวเลย)ที่นี่ถ้าเราสมมุติต่อไปว่า บังเอิญว่าบ้านนี้ไม่มีคนอยู่ และแมวตัวนี้ก็มีความสม่ำเสมอ มาตะกายประตูบ้านทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปี เราก็อาจจะยกแมวตัวนี้ให้เป็นเจ้าอาวาสได้ ใช่หรือเปล่า

โรคนอนไม่หลับ

ขณะนี้เวลา 3.55 เป็นเวลาที่เพื่อนทุกคนหลับกันหมดแล้ว และผมก็อยากจะทำเช่นนั้นด้วย แต่ผมไม่สามารถหลับได้ เพราะมีความคิดวนเวียนอยู่ในหัวมากมาย รวมทั้งความเครียดด้วย

สาเหตุหนึ่งของอาการนอนไม่หลับ คือการที่ผมนอนดึก จนถึงขั้นเช้าเป็นประจำ พอนอนเร็วจึงไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ ก็เลยต้องมาเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆของชีวิตในช่วงนี้

สาเหตุของความเครียดช่วงนี้เกิดมาจากการที่ผมรับทำงานที่ตัวเองไม่มีความชำนาญมาก่อน รวมทั้งเผื่อเวลาให้กับตัวเองน้อยเกินไป มันจึงเป็นการกดดันตัวเอง บทเรียนที่ได้จากเรื่องนี้คือ
1. ไม่ควรรับงานที่เกินความสามารถของตัวเองมากจนเกินไป หรือเมื่อจำเป็นต้องรับมาก็ควรเผื่อเวลาให้กับตัวเองให้มากพอ
2. ไม่ควรรับงานเยอะเกินไป ควรจะคำนวณกำลังของตัวเองให้ดี เผื่อเวลาสำหรับพักผ่อนเอาไว้ด้วย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเสียชีวิตในหน้าที่ได้

ที่ผมเร่งรับงานทุกอย่างที่ขวางหน้าตอนนี้ คงเป็นเพราะผมอยากเก็บเงินเยอะๆ เพื่อเอาไปลงทุนต่อ แต่มันก็ผิดจากเป้าหมายเดิมที่ผมตั้งไว้ตอนแรก คืออยากออกมาทำงานวิจัยบางอย่าง แล้วนำเอาผลวิจัยนั้นมาสร้างธุรกิจ และธุรกิจตรงนั้นจะทำให้เราเป็นอิสระทางการเงินได้

สิ่งที่เราจะวิจัยคือการหาแนวทาง กระบวนการในการสร้างโปรแกรม ที่รวดเร็ว ตรงตามความต้องการของลูกค้า รวมทั้งสวยงาม น่าใช้ด้วย ที่ผมพูดว่าเร็ว ผมหมายถึงชั่วโมง สองชั่วโมง หรืออยากมากก็ไม่เกิน 2 วัน มันค่อนข้างจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน จนถึงขั้นเพ้อเจ้อเลยทีเดียว แต่นั่นคือเป้าหมายของผม

สิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่คือการสร้างกระบวนการ หรือโปรแกรมอะไรสักตัวที่มันสามารถ gen code ให้เราได้โดยอัตโนมัติโดยที่เราระบุความต้องการของเราลงไป ในฐานะที่เราเป็นโปรแกรมเมอร์มาสามปี เรามองออกว่าโปรแกรมส่วนใหญ่ถึงแม้จะต่างกัน แต่โครงสร้างภายในของมันเหมือนกันหรือคล้ายกันมากกว่า 60% เลย เราก็อาจจะสร้างหรืออะไรสักอย่างเพื่อเก็บเอาส่วนที่เหมือนกันนี้มาเก็บไว้ เมื่อต้องการสร้างโปรแกรมใหม่ ก็เอาส่วนที่เหมือนกันนี้มาประกอบ และก็เขียนเพิ่มเติมในส่วนที่เฉพาะเจาะจง สิ่งนี้เป้นเพียงภาพกว้างๆที่เราคิด มีคนศึกษาเรื่องนี้มากมายในโลกนี้ มีแนวคิดในการทำอยู่มากมาย สิ่งที่เราต้องทำคือ การศึกษาและออกแบบ

ตอนนี้มีความคิดมากมายวิ่งเล่นอยู่ในหัวเรา แต่มันก็เป็นภาพที่ไม่ชัดเจนพอที่จะเขียนมันออกมา มันคงต้องอาศัยเวลาเผื่อรอให้ความคิดต่างๆ ตกผลึก สิ่งที่พอจะเขียนได้ตอนนี้ก็คือความกลัวของเราเอง ที่ตัดสินใจเลือกทางนี้ มองไปในอนาคตไม่มีอะไรที่มั่นคงเลย บางครั้งก็อยากเลิกคิด และทำงานกินเงินเดือนตามปกติ ก้าวหน้าในหน้าที่การงานตามลำดับ แค่นั้นเราก็อยู่ได้อย่างสบายแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่ฝันเรา การมีชีวิตอยู่อย่างสบายแต่ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เราจะอยู่เพื่ออะไรละ มองไปในอนาคตเราคงตอนนั้นเราคงเสียใจ ถ้าตอนนี้เราไม่ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ เมื่อวานนี้เราเลยบอกกับตัวเองว่า จะไม่เลือกไปอีกทางหนึ่งแล้ว เราจะมุ่งไปทางนี้ ถ้ามันจะผิดพลาด หรือล้มเหลวเราก็คงต้องยอมรับมัน

ชั่วโมงนี้ก็ได้แต่ฟังเพลงปลุกใจ เพื่อให้ลืมความกลัว

ความเชื่อ ของ bodyslam เราเองก็เป็นเหมือนเพลงนี้ ทำมันไปอย่างเต็มที่ ถึงแม้จะล้มเหลว แต่อย่างน้อยเราก็ได้ลองแล้ว

คนล่าฝัน ของ คาราบาว เนื้อหาของเพลงนี้คือเหตุผลในการเดินทางของเรา

ชีวิตลิขิตเอง ของเบิร์ด ธงชัย แมคอินไตย มันอาจจะมีโชคชะตาบางอย่างพาเราไปถึงจุดหมาย แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมาหาเราเมื่อไร ทางที่ดีกว่าคือเราก้าวไปหามันเอง

นอกจากบทเพลง แล้วก็มีคำพูดของคนอีกมากมายที่เป็นเตือนสติให้เราลงมือทำในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้

ไม่มีใครชื่นชมคุณ ในสิ่งที่คุณตั้งใจจะทำหรอกนะ (หมายความว่า คนจะชื่นชมในผลงานที่เสร็จแล้วเท่านั้น)เฮนรี่ ฟอร์ด

การคิดเป็นเรื่องที่ยาก จึงมีน้อยคนที่ทำ เฮนรี่ ฟอร์ด

ทำไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำ

เราไม่ได้เป็นในสิ่งที่เราเป็น แต่เราเป็นในสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น

ต่อจากนี้ก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ในวันนี่เราตัดสินใจถูกหรือไม่

วันพุธ, กรกฎาคม 11, 2007

สิ่งที่สำคัญกว่าเงินเดือน

เนื่องจากเมื่อวานนี้มีโปรเจคใหม่เข้ามาที่บริษัท จึงมีการเรียกประชุมทีมที่จะทำงานนี้ ซึ่งรวมถึงผมด้วย

หลังจากที่คุยกันในสาระแล้ว ก้มีการคุยกันเล่นๆ

ก็มีการถามกันว่า ปีที่แล้วเงินเดือนขึ้นกันเท่าไร

มีพี่ที่เป็นซีเนียร์คนหนึ่ง บอกว่าบริษัทจะขึ้นเงินเดือนให้ร้อยยี่สิบ แต่พี่แกบอกว่า ไม่เอา

แล้วพี่เค้าก้อพูดต่อว่า เงินเดือนไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดหรอกนะ

พี่แกเล่าให้ฟังว่า พี่แกเคยทำงานด้วยเงินเดือน 13000 อยู่ 4 ปี โดยที่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย

แต่ที่ทนทำอยู่ได้ เพราะพี่แกชอบสไตล์การทำงานของหัวหน้า ชอบบรรยากาศที่ทำงาน

ตอนนั้นพี่แกก็คิดว่าเงินเดือนสำคัญที่สุด แต่พอพี่เค้าย้ายบริษัทมาอยู่บริษัทใหม่ที่เงินเดือนสูงมากๆ แต่ทำได้ปีเดียวก็ลาออก

พี่เค้าแนะนำว่า ว่าจะเลือกงานที่เราทำแล้วสบายใจดีกว่าเลือกงานที่เงินเดือนสูงๆ แล้วอยู่อย่างเคร่งเครียด

เราก็น้อมรับ เอามาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการหางานใหม่ของเราเอง

ความยุติธรรม

ได้ฟังข่าวเกี่ยวกับน้องหมูแฮม น้องเค้าถูกรถเมล์ปาดหน้า จึงบันดาลโทสะเอาก้อนหินไปตบหน้าคนขับรถเมล์

ตามด้วยขับรถพุ่งชนผู้โดยสารที่รอรถอยู่บนฟุตบาท

เหตุการณ์จบลงด้วย ตาย 1 บาดเจ็บมากมาย และน้องหมูแฮมกายเป็น "หงิก" ไม่สามารถขยับร่างกายได้

เรื่องราวบานปลายเพราะคุณพ่อของน้องหมูแฮม ไปพูดในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า

น้องหมูแฮมโดนรังแก จากพวกชนชั้นล่าง ไร้การศึกษา

ซึ่งมันก็ก่อให้เกิดกระแส ในหมู่ชนชั้นล่างที่เล่นเว็บ

เหล่าชนชั้นล่างกำเรียกร้องหาความยุติธรรม

ที่ฟังตอนแรก ผมไม่คิดอะไรมาก แต่รู้สึกว่ากระแสมันแรงมาก เมื่อตอนเข้าไปอ่านกระทู้ในพันทิพย์

กระทู้น้องหมูแฮมมีเกือบ 20 กระทู้

ขึ้นกระทู้แนะนำ 5 กระทู้

แต่ละกระกระทู้คนตอบเป็นร้อย

ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ


"ยังไงมันก็รอด"

เพราะพ่อมันรวย

แม่มันเป็นนางงาม

ลุงมันเป็น พลตำรวจตรี


ความยุติธรรมเป็นแค่ภาพลวงตา เอาไว้หลอกคนให้อยู่กันอย่างสงบสุข

อย่างอเมริกา ประเทศที่ถือว่ามีประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง

แต่คดีที่คนเห็นกันทั้งโลกว่ามันผิด อย่างคดีโอเจซิมซัน มันก็ยังรอดได้

แล้วจะเอาอะไรกับประเทศไทย



ลองมองในมุมกลับกันนะ

ถ้าคุณเป็นพ่อของน้องหมูแฮม คุณจะยอมปล่อยให้ลูกตัวเองติดคุกหรือเปล่า

และในทำนองเดียวกันถ้าสมมุติว่า พ่อน้องหมูแฮม ถูกคนอื่นเอารถมาชนบ้าง พ่อน้องหมูแฮมก็จะอ้างว่า เพื่อความยุติธรรม คนขับรถจะต้องติดคุก

แล้วสมมุติว่า คนที่เรียกร้องหาความยุติธรรมกันอยู่ตอนนี้ บังเอิญเป็นคนขับรถชนเอง และบังเอิญว่าพ่อรวยด้วย คุณคิดว่าเค้าจะรักความยุติธรรมจนยอมติดคุกหรือเปล่า

เคยมีหนังสือเล่มหนึ่งบอกไว้ว่า "อย่าพยายามแสวงหาความยุติธรรมเลย เพราะมันไม่มีอยู่จริง"

สิ่งที่มีอยู่จริงคือ การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างลงตัว

อ่านมาถึงตรงนี้ คงคิดว่าผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย แต่ความจริงแล้วมันเป็นการมองโลกในแง่ดีอีกมุมหนึ่ง

เพราะถ้าผมมองโลกว่า มันสวยงาม อยู่เสมอ ผมก็จะต้องผิดหวัง และคอยหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา

การมองโลกในแง่ดี ตามความหมายของผม คือ เข้าใจในสิ่งทีเป็นจริง แล้วมีความสุขกับสิ่งดีๆที่มีอยู่

Live and learn : อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่หวัง